วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

Diary 01 : อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล


Diary 01 อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล


ประเดิมต้นปี  และบันทึกฉบับแรก  กับการนั่งรถไฟไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่งที่ห่างจากตัวเมือง  หนีปัญหาอากาศจากเมืองกรุงมุ่งสู่อากาศบริสุทธิ์บนจุดสูงสุด  และตัวเลขอุณหภูมิที่น่าหลงใหลในฤดูหนาวที่แท้จริง  สถานที่ที่ไปครั้งเดียวคาบเกี่ยวถึง 2 จังหวัด  พบกับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ตั้งอยู่บนที่ที่เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่  ได้กิจกรรมทั้งเดินป่า ดูพระอาทิตย์ขึ้น และน้ำตกในที่เดียวกัน  ไปคนเดียวก็ได้ ไปหลายคนก็ดี  ถ้าพร้อมจะรับลมหนาวแล้ว ก็ไป... ดูเมฆลอยที่ดอยขุนตาล
การเดินทาง  อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือเราเดินทางด้วยรถไฟ  โดยขึ้นจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)  จุดหมายปลายทางอยู่ที่สถานีรถไฟขุนตาน จ.ลำพูน  ระยะทางกว่า 683 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13-14 ชั่วโมง
ช่วงเวลา  18 21 มกราคม พ.ศ. 2562

เกริ่นก่อนว่าเป้าหมายของบันทึกหน้าแรกนั้นไม่ใช่ที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล  เป็นอีกที่หนึ่ง แต่เพิ่งมารู้ว่าที่นั่นปิดปรับปรุงเส้นทาง  ก่อนกำหนดเดินทางเพียง 5 วัน  แล้วเราจะทำอย่างไรได้ หาสถานที่ใหม่วันจันทร์และเดินทางในคืนวันศุกร์ที่จะถึง  ก็ค่อนข้างจะเป็นปฐมบทที่น่าระทึกอยู่พอสมควร  ถือว่าเตรียมตัวกันได้ดี  บิงโกมาตกที่ดอยขุนตาล จ.ลำพูน  พอได้สถานที่ก็มาหาวิธีการเดินทางกันต่อ  ด้วยความที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว  เดินทางกันแบบเสื่อผืนหมอนใบหน่อยๆ  ยังดีที่มี่สถานีรถไฟจอดตรงหน้ากรมอุทยานพอดี  เลยตัดสินใจไปทางนี้ละกัน

--------------------------------------------------

DAY 1


            ถึงวันเดินทางก็มาขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) การเดินทางใช้เวลาประมาณ 13-14 ชั่วโมง  เราเลยเลือกเที่ยวรถไฟวิ่งตอนกลางคืน รถออกเวลา 22.00 น. ภาพในหัวคิดเอาไว้ว่ากลางคืนพักผ่อน พอถึงวันพรุ่งนี้เราก็จะได้มีแรงเที่ยวกันอย่างเต็มที่...  เป็นความคิดที่ดี ถือว่ามาถูกทาง แต่มันพลิกผันตรงที่เราไปด้วยรถไฟชั้น 3”  ด้วยความที่เพิ่งเคยขึ้นรถไฟไปเที่ยวครั้งแรก จากคนที่ขาดประสบการณ์ก็กลายเป็นประสบการณ์สูงขึ้นมาทันที เราจะไม่กล่าวว่าค่ำคืนนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้พักผ่อนอย่างที่คิด ก็ถือว่ามีเรื่องราวดีๆ ตลอดการเดินทาง


มาถึงสถานีขุนตานตอน 11.30 น.  ก็เรียกว่าพอจะได้งีบบ้าง  เลทจากตารางนิดหน่อย  มีคนลงที่สถานีไม่มากเท่าไรนัก  เราก็ยัง งงๆ กันอยู่ว่าจะยังไงกันต่อดี  เลยกะว่าไปหาอะไรลงท้องกันก่อนดีกว่า มีร้านอาหารตามสั่งอยู่ที่สถานีอยู่ 2 ร้าน  เราก็เดินตรงไป ระหว่างทางก็สวนกับแถวเด็กที่เหมือนจะมาเข้าค่ายที่อุทยานเช่นเดียวกัน  ก็ไม่ได้คิดอะไร พอเดินไปถึงร้านกำลังจะสั่งข้าวกินตอนนี้ และใส่กล่องเอาไว้กินตอนเย็นด้วย พ่อครัวก็บอกว่าข้าวหมด ได้แค่มื้อเดียว เพราะเด็กที่มาเข้าค่าย สั่งข้าวกล่องไปหมดร้านเลย โถชีวิต จะนอนก็ไม่อิ่ม จะกินก็ยังได้ไม่เต็มท้อง ยังดีที่มีไก่ย่างติดมาจากกรุงเทพ เราเลยให้พ่อครัวใส่กล่องไว้เป็นมื้อเย็น เที่ยงนี้ก็กินข้าวเหนียวไก่ย่างไป  (ด้านบนอุทยานมีร้านอาหารอยู่ สามารถสั่งข้าวกล่องได้  ตอนแรกไม่มั่นใจจึงสั่งจากร้านที่สถานีรถไฟก่อน)
พอท้องอิ่มก็เดินทางกัน ทางขึ้นจากสถานีรถไฟไปอุทยานก็อยู่ตรงข้ามสถานีนั่นแหละ จากสถานีขึ้นไปที่กรมอุทยานมีรถรับจ้างบริการอยู่  หากใครคิดว่าเดินไม่ไหว สามารถจ้างรถขึ้นไปส่งได้


            ทางเดินช่วงแรกจะเป็นทางเดินธรรมชาติ แต่สักพักก็จะไปบรรจบกับถนนทางที่รถวิ่งขึ้นมา ระยะทางก็ประมาณ 1.5 กม.



เดินขึ้นมาถึงประตูก็ได้เหงื่ออยู่พอสมควร  จัดแจงจ่ายค่าผ่านทางก็เข้าไปที่ทำการอุทยานเพื่อที่จะ....หลบแดดก่อน  และก็สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่  หากต้องการเช่าถุงนอน เบาะรองนอน หรือหมอน ก็สามารถแจ้งได้จากที่นี่  (ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะแจ้งเอาไว้ที่ท้ายบทนะ)
ข้อมูลที่มีตอนนี้คือ สามารถกางเต็นท์ได้ที่ลานชมดาวซึ่งอยู่ข้างๆ ที่ทำการอุทยานเลย และก็จะมีลานที่ 2 ซึ่งวันนี้ก็เป็นสัมปทานของค่ายนักเรียนนักศึกษาไปแล้ว เหลือก็แค่ลานกางเต็นท์ที่จุด ย.2 และ ย.3  ถ้าเลือกที่จะกางเต็นท์ตรงจุดชมดาว เราจะอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานและไม่ต้องเดินไกล แต่ถ้าเป้าหมายของเราอยู่ที่การดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุด ย.4  พรุ่งนี้เช้าเราจะต้องตื่นเช้ามาก เพราะระยะทางไกลทีเดียว  ตอนนี้ก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ เลยเลือกที่จะไปกางเต็นท์ที่จุด ย.2  เพื่อลดระยะทางของพรุ่งนี้เช้าลง  พร้อมแล้วก็ออกจากที่ทำการพร้อมกับหมอนและถุงนอนที่เช่าอุทยานมา
*** หากนักท่องเที่ยวเช่าเต็นท์ของทางอุทยานจะได้ค้างแรมแค่ลานชมดาวเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำไปกางในจุดที่ลึกกว่านี้ได้ เพราะเต็นท์ทางอุทยานค่อนข้างมีน้ำหนักมาก


            ถัดจากที่ทำการอุทยานจะมีลานชมดาว คือจุดกางเต็นท์ที่ใกล้ที่สุด บริเวณนี้มีห้องน้ำ ร้านอาหาร และร้านค้าสวัสดิการของทางอุทยาน ซึ่งร้านอาหารจะเปิดให้บริการถึง 16.00 น. เราเลยตุนขนม นม น้ำจากจุดนี้ก่อนจะขึ้นไปที่จุดกางเต็นท์


ป้ายบอกระยะทางที่วัดจากลานชมดาว


เดินขึ้นไปสัก 1 กม. ก็จะถึงจุดเริ่มต้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ย.1 ถึง ย.4 (ย. ย่อมาจาก จุดยุทธศาสตร์) เป็นจุดสุดท้ายที่รถยนต์เข้าถึง ถ้าต้องการเข้าไปลึกกว่านี้ต้องเดินเท้าเท่านั้น ทางเดินจะแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือจะเลือกเดินขึ้นบันไดหรือเดินแบบทางลาดก็ได้ แล้วแต่สะดวก


            ระหว่างทางก็จะพบบ้านพักที่ใช้ประทับพักแรมของกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เมื่อครั้งเสด็จมาเป็นแม่งานในการก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาล  ปัจจุบันเป็นบ้านพักในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย


ในที่สุดก็เดินมาถึงจุด ย.2  เจ้าหน้าที่แจ้งว่าคืนนี้มีนักท่องเที่ยวมากางเต็นท์ที่จุดนี้ประมาณ 10 คน แต่ไฉนเดินขึ้นมาไม่เจอใครสักคน เดินสำรวจอยู่สักพัก ด้านข้างมีห้องน้ำ บริเวณนี้ก็เป็นต้นสนอย่างที่พี่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้ แต่ทำไมไม่มีคน  ลองเดินเลยไปอีกสัก 500 เมตรจึงถึงบางอ้อ  มันต้องเดินขึ้นทางลาดชันไปอีกถึงจะเจอจุดกางเต็นท์ ทางขึ้นจุดนี้ค่อนข้างเป็นที่จดจำ ขอให้ระมัดระวังในการเดินเพราะอาจทำให้ตะคริวขึ้นได้


ขึ้นมาถึงลานกางเต็นท์  สิ่งแรกที่ทำคือวางของและนั่งพักเลย  รู้สึกถึงความสำเร็จ  เจอนักท่องเที่ยวกางเต็นท์อยู่ก่อนแล้วประมาณ 6 หลัง     น้ำอัดลมที่แพลนไว้ว่าจะนั่งดื่มตอนกลางคืนสบายๆ  ก็หมดตอนนี้เลย พอกางเต็นท์เสร็จยังพอมีเวลาเหลือ  เลยตัดสินใจว่าจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์กันที่ยอดดอยขุนตาล  เป็นการลองสนามก่อนขึ้นจริงพรุ่งนี้เช้า  ก็ได้แนวร่วมเพิ่มคือกลุ่มที่มาเที่ยวเหมือนกัน เจอกันที่สถานีรถไฟและกางเต็นท์อยู่ใกล้ๆ กันพอดี  รวบรวมสมาชิกครบก็รีบออกเดินทาง เพราะ ย.4 ต้องเดินไปอีก 4 กม.
เดินต่อจากจุดกางเต็นท์มาอีกไม่ไกลนัก จะเจอทางแยกไปทางซ้ายซึ่งจะเป็นทางแยกไปสู่น้ำตกตาดเหมยได้  ระยะทาง 1.5 กม. ขาไปจะเป็นทางลงแต่ถ้าเดินกลับมาจะชันมาก  พี่เจ้าหน้าที่เขาบอกมานะ แล้วจากน้ำตกตาดเหมย  สามารถเดินไปถึงลานกางเต็นท์ 2 ด้านล่างได้อีกด้วย  ตรงจุดที่วันนี้นักเรียนนักศึกษามาเข้าค่ายกัน  แต่เราไม่ได้ไปทางน้ำตก  เราจะเดินขึ้นจุด ย.4 กัน  จุดสูงสุดแห่งยอดดอยขุนตาล  ทางเดินค่อนข้างง่าย  ถือว่าเดินได้เรื่อยๆ  มีชันบ้างบางจุด  ไม่ต้องกลัวหลง  เพราะมีทางไปทางเดียว ถัดไป 3 กม. ก็จะเจอทางเข้าไปยังลานกางเต็นท์ ย.3
ย.3 อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,225 เมตร  เป็นบ้านพักคณะมิชชันนารีอเมริกันคิรสตจักรมาทำการสร้างเอาไว้  ปัจจุบันบ้านพักดังกล่าวอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพ  ถ้าต้องการเข้าไปพักหรือกางเต็นท์บริเวณนี้จะต้องเข้าไปติดต่อ  และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ระยะทางตามแผนที่เหลืออีก 1 กม. ก็จะถึง ย.4  หลังจากนี้ทางจะเป็นเนินขึ้นแทบตลอด  จะผ่านเนินวัดใจ  ซึ่งคิดว่าถ้าเดินมาถึงจุดนี้แล้ว  ไม่มีอะไรต้องวัดอีกแล้ว  มีแต่เดินหน้าต่อ


            ถ้าเห็นภาพนี้ก็แสดงว่าคุณมาถึงขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงจุดสูงสุดของดอยขุนตาลแล้ว  ใช้เวลาเดินขึ้นมาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าๆ ได้  ก็ยังพอมีเวลาได้พักเหนื่อยและซึมซับบรรยากาศอยู่  จุด ย.4 อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,373 เมตรจากระดับน้ำทะเล  เป็นจุดที่สามารถเห็นทั้งจังหวัดลำพูน และลำปางได้อย่างชัดเจน


            
            ยังไม่ทันจะได้ดูพระอาทิตย์ตก  เราก็ต้องรีบลงเสียก่อน  เพราะมันจะมืดมากและอาจเกิดอันตรายจากสัตว์ป่าได้  ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาเก็บบรรยากาศอีกรอบหนึ่ง  ขากลับยังไม่ทันจะถึงครึ่งทาง  ฟ้าก็มืดสนิท  มองไปรอบข้างเห็นเพียงแต่เงาดำๆ ที่ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม  ยังดีที่เรามีพกไฟฉายกันไปด้วย  ขากลับใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง  กลับมาถึงจุดเนินที่ขึ้นไปยังจุดกางเต็นท์  เนินที่กล่าวไปข้างต้นมาเป็นเนินที่น่าจดจำ  หลายคนบอกว่าตรงนี้น่าจะเป็นเนินวัดใจมากเสียกว่าตรงทางขึ้นยอดดอยเสียด้วยซ้ำ 


            กลับมาก็พักผ่อนตามอัธยาศัย  ลืมบอกว่าที่จุดกางเต็นท์ ย.2 มีห้องน้ำ สามารถอาบน้ำได้ และน้ำสามารถนำมาประกอบอาหารได้  เพราะเป็นน้ำจากภูเขา  ที่จุดนี้ไม่มีร้านอาหารใดๆ  ควรเตรียมมากันเอง  หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ไปนั่งรวมกลุ่มกันคุยกัน   จากการที่ได้มาเที่ยวทำให้เราได้พบเพื่อนใหม่  คนที่มีใจรักการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน   ระหว่างมื้อเย็นเราก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และวางแผนถึงวันพรุ่งนี้  ทำให้ได้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้มารถไฟรอบเดียวกัน  และขากลับก็กลับรอบเดียวกันด้วย  เดิมทีตามกำหนดการเดิม ขากลับเราจะขึ้นรถไฟจากสถานีขุนตานตอน 16.45 น. ของวันพรุ่งนี้  แต่ทีนี้ระหว่างวันเราจะอยู่ทำอะไร  พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้น้ำตกไม่ค่อยมีน้ำทำให้พวกเราต้องปรับเปลี่ยนแผนกันใหม่  ว่าเราจะออกจากที่นี่พรุ่งนี้ตอนสายๆ นั่งรถไปเที่ยวที่ตัวเมืองลำปางกันก่อนที่จะไปขึ้นรถไฟขากลับที่สถานีนครลำปางกัน


นี่เป็นตารางรถที่จะวิ่งทุกๆ วัน  พรุ่งนี้รอบเร็วสุดคือ 07.35 น. ส่วนรถขบวน 16.45 คือตั๋วเดิมที่เราจองขากลับไปแล้ว  หลังจากคุยกันเสร็จก็แยกย้ายพักผ่อน  โดยนัดกันว่าพรุ่งนี้เช้าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่บนยอด ย.4 กันอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งจะต้องออกเดินเท้ากันตั้งแต่เวลา 4.00 น. บอกก่อนว่าที่จุดกางเต็นท์ ย.2 ตอนกลางคืนจะดูดาวยากนะ  เพราะด้านบนถูกปกคลุมไปด้วยต้นสน  ถ้าใครมีเป้าหมายที่จะมาดูดาวอาจจะต้องเล็งๆ เอา

--------------------------------------------------

DAY 2

อากาศเย็นสบายมาก  หลับสนิทด้วยความเหนื่อย  ตื่นมาเพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้  เตรียมตัวพกน้ำดื่ม พกไฟฉาย ไปให้เรียบร้อย  พร้อมแล้วก็เริ่มเดิน  จุดหมายคือยอดดอยขุนตาล ย.4  ร่างกายยังระบมจากศึกเมื่อวาน  ความเร็วในการเดินมันก็จะลดลงหน่อยๆ พักบ่อยๆ ค่อยๆชิน  เช้านี้นั่งพักหลายรอบมาก  พักจนคนที่ออกตัวทีหลังเดินแซงกันไปหมด  ก่อนจะขึ้นถึงยอดบนสุดจะมีลานกว้างๆ ที่เราสามารถหยุดพักได้  และดีที่ตรงนั้นพอจะมีช่องเห็นท้องฟ้า  และพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทำให้เราเก็บภาพดาวมาจนได้


            นั่งพักเสร็จก็รีบเดินกันต่อ  เดี๋ยวจะไม่ทันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น  เดินขึ้นมาถึงยอดบนสุดของดอยขุนตาลตอนเวลา 6.00 น. ตรงนี้ก็ให้ตรวจสอบกันก่อนว่าพระอาทิตย์ของวันนั้นจะขึ้นตอนเวลาเท่าไหร่  เพื่อที่จะได้เตรียมตัวออกเดินทางกันให้ดี  ไม่เสียเที่ยวเดินขึ้นมาไม่ทันแสงแรกของวัน


            แสงแรกของวันนี้ขึ้นตอน 06.45 น. โดยประมาณ ทำให้เรามีเวลาซึมซับและพักผ่อนอยู่พอสมควรเลย  บางคนนำแก๊สพกพาขึ้นมาชงกาแฟอุ่นๆ ดื่มกันข้างบนด้วย  ขึ้นมาถึงตอนพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทำให้เห็นแสงไฟจากตัวเมืองลำปางและลำพูนได้ชัดเจน  ผ่านไปสักพักแสงไฟของเมืองก็ถูกแทนที่ด้วยพระเอกของวันนี้ที่ทุกคนรอคอย  พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนที่ผ่านพ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมา  ทุกคนต่างจับจ้องและจับภาพกันยกใหญ่



            ใบหน้าของผู้พิชิตจุดสูงสุดของดอยขุนตาลในรอบนี้  เบลอไม่หน่อย เบลอเยอะเลย ไม่ชินกับการถ่ายตัวเองครับ  จำนวนไม่มากไม่น้อย พอที่จะได้พูดคุยกันทุกคน
            หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเป็นที่เรียบร้อย  พวกเราก็ตัดสินใจกลับที่จุดกางเต็นท์ครับ มีภารกิจรอเราอยู่  ต้องรีบทำเวลาเพื่อไปให้ทันเวลารถไฟไปลำปางในรอบ 10.58 น.  ว่าแล้วก็เก็บข้าวเก็บของเดินลงจากยอดดอยมุ่งตรงสู่จุดกางเต็นท์ ย.2  
ใช้เวลาเดินก็ประมาณเดิมคือ 1 ชั่วโมง  มาถึงก็หยุดพักเหนื่อยนิดหน่อย  รองท้องด้วยขนมปังนมข้นที่ติดมาจากกรุงเทพ  พอท้องอิ่มก็รีบเก็บสัมภาระและบ้านพกพาของเรา  ก่อนจะกลับเราก็ได้สมาชิกที่จะไปลำปางด้วยกันเพิ่มอีก 6 คน  ก็คือคนที่ขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพรอบเดียวกัน  จะให้รอที่นี่จนถึงเย็นก็ดูจะไม่มีอะไรทำ  จึงตัดสินใจจับแกงค์จับกลุ่มไปเที่ยวลำปางกันต่อ  ขาลงเดินลงไปถึงจุดเริ่มทางเดินศึกษาธรรมชาติ ย.1 ตรงที่เป็นที่สิ้นสุดของถนนที่รถสามารถมาถึงได้  ตรงจุดนี้จะมีด่านผ่านทางที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่  บริเวณนั้นจะมีบ้านพักและห้องน้ำอยู่ด้านหลัง 

ถึงเวลานี้เราจะลดเวลาและเก็บแรงของเราไว้ ด้วยการจ้างรถรับส่งให้ลงไปส่งเราที่สถานีรถไฟเลย  ถ้าเดินไปก็กลัวว่าจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย  รถรับจ้างพาเราไปแวะที่ทำการอุทยานเพื่อให้เราคืนของที่เช่าไป ก่อนที่จะขับไปส่งเราต่อที่สถานีรถไฟ  ลงมาถึงที่สถานีรถไฟขุนตาลราวๆ 10.30 น. จัดแจงซื้อตั๋วรถไฟเดินทางไปที่สถานีนครลำปาง  ราคาตั๋วรถไฟเพียงแค่คนละ 9 บาท  เพราะรอบที่เราไปนั้นเป็นรถไฟประเภทท้องถิ่น  วิ่งไม่ไกลและราคาถูกมาก  ถ้าที่กรุงเทพมีรถเมล์ ที่นี่ก็มีรถท้องถิ่นนั่นแหละ  ราคาเป็นมิตร  ถึงตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยให้เราได้ไปเดินเก็บภาพบริเวณสถานีรถไฟกัน



           เมื่อรถไฟมาก็ถึงเวลาที่จะต้องบอกลาดอยขุนตาลกันเสียที  อีกอย่างที่ยังไม่กล่าวถึงก็คือ   อุโมงค์ขุนตาล ที่เห็นด้านหน้า  ข้อมูลมีอยู่ว่า     เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ความยาว 1,352 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2450 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสร็จในปี พ.ศ.2461  พอรถไฟออกเราก็จะผ่านอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยไปสู่สถานีนครลำปางกันต่อไป


            รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่ชานชาลาสถานีนครลำปางในเวลา 12.00 น. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงจากสถานีขุนตานมาที่สถานีนครลำปาง  ได้รู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งที่เจอกันในทริปเป็นคนท้องถิ่นจากลำปาง  นั่งรถไฟไปเที่ยวที่ห่างจากบ้านเพียงสถานีเดียว  พอมาถึงลำปางก็เลยฝากให้คนท้องที่พาเที่ยวเสียเลย  หน้าสถานีรถไฟจะมีรถสองแถวเล็กรับจ้างวนเที่ยวรอบเมือง  เราก็เลยให้คนท้องที่ไปเจรจา  ได้ใจความว่าจะเหมารถไปบริเวณรอบๆนี้  และกลับมาส่งที่สถานีก่อนเวลา 17.45 น.



            ก่อนอื่นต้องไปหามื้อเที่ยงลงท้องกันก่อน  เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง  เจ้าถิ่นก็นำไปที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือเมย์สาขาลำปาง  ราคาก็ไม่แพงเลย อยู่ที่ประมาณ 40-50 บาท น้ำดื่มฟรี  พอกินเสร็จก็ไปต่อที่ วัดเชียงราย อ่านไม่ผิด วัดเชียงรายแต่อยู่ที่ลำปาง และแวะไปนั่งกินกาแฟที่ร้าน Coffee on Top  เป็นร้านกาแฟที่อยู่ริมแม่น้ำวัง มองออกไปสามารถเห็นสะพานส้มแห่งลำปางด้วย 
            จบจากร้านกาแฟก็ไปที่สะพานรัษฎาภิเศกไปเดินดูศิลปะฝาผนังบริเวณริมสะพาน และไปเดินต่อกันที่กาดกองต้า  วันนี้เป็นวันอาทิตย์พอดี พอดีที่จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของที่กาดกองต้า  แต่ติดตรงที่เรามาถึงตอนบ่ายสองบ่ายสาม  ยังไม่ค่อยจะมีร้านค้ามาเปิดมากมายนัก   เดินไปตามตรอกตลาดเก่า  แวะร้านกาแฟหม่องโง่ยซิ่น  เป็นร้านกาแฟที่มีการจัดแสดงภาพศิลปะกับผลิตภัณฑ์เซรามิกจำหน่ายอยู่ภายในร้านด้วย  ถัดมาก็จะมีวัดเกาะวาลุวาราม และ หอศิลป์ลำปาง อยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกล




            คิดว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เราจะกลับไปที่สถานีรถไฟลำปาง  จึงโทรเรียกลุงขับรถมารับไปส่งที่สถานีรถไฟ  กลับมาถึงตอน 16.00 น. โดยประมาณ  ยังพอมีเวลาได้นั่งพักผ่อนกันตามอัธยาศัย  บริเวณสถานีรถไฟมีร้านอาหารเปิดอยู่หลายร้านอยู่  เราก็เลยไปหาทานมื้อเย็นกันที่นั่น  มีร้านขนมและของกินเล่นประปราย สามารถไปหาอะไรกินกันได้


            เมื่อถึงเวลารถไฟขบวนไปกรุงเทพก็เข้ามาจอดที่ชานชาลา  ขากลับสบายขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  เพราะเรากลับ รถไฟชั้น 2” คือเก้าอี้นั่งจะเป็นส่วนตัวเหมือนรถทัวร์ และสามารถปรับเอนได้เล็กน้อย  เป็นพัดลมไม่มีแอร์ แต่อากาศเย็นๆ ตอนกลางคืนก็ยังต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่กันเลยทีเดียว  กลับถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ในเวลา 05.45 น. อย่างปลอดภัย
เป็นอันจนทริป ดูเมฆลอยที่ดอยขุนตาล...
            การเที่ยวครั้งนี้ถือว่าดี  มีเวลาเตรียมตัวน้อย แต่ก็ผ่านมาได้  ชอบการที่เราไปในที่ต่างๆ ได้พบปะคนแปลกหน้า ได้รู้จักกับผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือนั่งท่องเที่ยวขาจรเหมือนกัน มีเพื่อนใหม่  ตื่นเต้นไปกับบรรยากาศที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง  เที่ยวเมืองไทยใช้งบไม่มาก แต่ความสุขและประสบการณ์ที่ได้กลับมามากกว่าหลายเท่า  ถ้ารักการท่องเที่ยวแล้วจะรออะไร....  ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ... Diary76

ค่าใช้จ่าย
รถไฟชั้น 3                                                        -           261     บาท
รถไฟชั้น 2                                                        -           408     บาท
ค่านำเต็นท์ไปกาง                                             -           15        บาท
ค่าเข้าอุทยาน                                                   -           20        บาท
มื้อเย็น + น้ำดื่ม                                                -           75        บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์ (หมอน / ถุงนอน)                        -           40        บาท
ค่ารถรับจ้างจาก ย.1 ถึงสถานีรถไฟ                    -           100     บาท
รถไฟไปลำปาง                                                  -           9          บาท
ก๋วยเตี๋ยวเมย์                                                    -           40        บาท
ค่ารถเหมาลำปาง                                             -           50        บาท
มื้อเย็น                                                             -           60        บาท
รวม                                                    =        1,078  บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ
อัตราค่าเข้าบริการอุทยาน
            -           ผู้ใหญ่                                                  20        บาท
            -           เด็ก / นักศึกษา                                     10        บาท
            -           รถยนต์ 4 ล้อ                                        30        บาท
            -           รถยนต์ 6 ล้อ                                        100     บาท
            -           รถจักรยานยนต์                                    20        บาท
            -           ค่าสถานที่กางเต็นท์ / หลัง                    30        บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์
            -           แผ่นรองนอน                                        20        บาท
            -           ถุงนอน                                                30        บาท
            -           หมอน                                                  10        บาท
            -           เต็นท์ (สำหรับ 3-4 คน)                         150     บาท
กางเต็นท์ที่จุด ย.3 ติดต่อเจ้าหน้าที่ มีค่าใช้จ่ายแยก
ค่ารถเหมาจาก ย.1 ถึงสถานีรถไฟ                                  100     บาท
ค่ารถเหมาจาก ที่ทำการอุทยาน ถึงสถานีรถไฟ               50        บาท
*** ราคารถเหมาอาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร ทั้งนี้ลองเจรจากับผู้รับจ้าง

Page  : https://www.facebook.com/Diary76



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น