Diary 01 อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
ประเดิมต้นปี และบันทึกฉบับแรก กับการนั่งรถไฟไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่งที่ห่างจากตัวเมือง
หนีปัญหาอากาศจากเมืองกรุงมุ่งสู่อากาศบริสุทธิ์บนจุดสูงสุด
และตัวเลขอุณหภูมิที่น่าหลงใหลในฤดูหนาวที่แท้จริง
สถานที่ที่ไปครั้งเดียวคาบเกี่ยวถึง 2 จังหวัด พบกับเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ตั้งอยู่บนที่ที่เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 ได้กิจกรรมทั้งเดินป่า ดูพระอาทิตย์ขึ้น
และน้ำตกในที่เดียวกัน ไปคนเดียวก็ได้
ไปหลายคนก็ดี ถ้าพร้อมจะรับลมหนาวแล้ว
ก็ไป... “ดูเมฆลอยที่ดอยขุนตาล”
การเดินทาง
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือเราเดินทางด้วยรถไฟ โดยขึ้นจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) จุดหมายปลายทางอยู่ที่สถานีรถไฟขุนตาน
จ.ลำพูน ระยะทางกว่า 683 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13-14 ชั่วโมง
ช่วงเวลา
18 – 21 มกราคม พ.ศ. 2562
เกริ่นก่อนว่าเป้าหมายของบันทึกหน้าแรกนั้นไม่ใช่ที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
เป็นอีกที่หนึ่ง
แต่เพิ่งมารู้ว่าที่นั่นปิดปรับปรุงเส้นทาง ก่อนกำหนดเดินทางเพียง 5 วัน แล้วเราจะทำอย่างไรได้
หาสถานที่ใหม่วันจันทร์และเดินทางในคืนวันศุกร์ที่จะถึง ก็ค่อนข้างจะเป็นปฐมบทที่น่าระทึกอยู่พอสมควร ถือว่าเตรียมตัวกันได้ดี บิงโกมาตกที่ดอยขุนตาล จ.ลำพูน พอได้สถานที่ก็มาหาวิธีการเดินทางกันต่อ ด้วยความที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เดินทางกันแบบเสื่อผืนหมอนใบหน่อยๆ ยังดีที่มี่สถานีรถไฟจอดตรงหน้ากรมอุทยานพอดี เลยตัดสินใจไปทางนี้ละกัน
--------------------------------------------------
DAY 1
ถึงวันเดินทางก็มาขึ้นรถไฟที่สถานีกรุงเทพ
(หัวลำโพง) การเดินทางใช้เวลาประมาณ 13-14 ชั่วโมง เราเลยเลือกเที่ยวรถไฟวิ่งตอนกลางคืน รถออกเวลา
22.00 น. ภาพในหัวคิดเอาไว้ว่ากลางคืนพักผ่อน
พอถึงวันพรุ่งนี้เราก็จะได้มีแรงเที่ยวกันอย่างเต็มที่... เป็นความคิดที่ดี ถือว่ามาถูกทาง
แต่มันพลิกผันตรงที่เราไปด้วย “รถไฟชั้น 3” ด้วยความที่เพิ่งเคยขึ้นรถไฟไปเที่ยวครั้งแรก
จากคนที่ขาดประสบการณ์ก็กลายเป็นประสบการณ์สูงขึ้นมาทันที
เราจะไม่กล่าวว่าค่ำคืนนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้พักผ่อนอย่างที่คิด
ก็ถือว่ามีเรื่องราวดีๆ ตลอดการเดินทาง
มาถึงสถานีขุนตานตอน 11.30 น. ก็เรียกว่าพอจะได้งีบบ้าง เลทจากตารางนิดหน่อย มีคนลงที่สถานีไม่มากเท่าไรนัก เราก็ยัง งงๆ กันอยู่ว่าจะยังไงกันต่อดี เลยกะว่าไปหาอะไรลงท้องกันก่อนดีกว่า
มีร้านอาหารตามสั่งอยู่ที่สถานีอยู่ 2 ร้าน เราก็เดินตรงไป
ระหว่างทางก็สวนกับแถวเด็กที่เหมือนจะมาเข้าค่ายที่อุทยานเช่นเดียวกัน ก็ไม่ได้คิดอะไร
พอเดินไปถึงร้านกำลังจะสั่งข้าวกินตอนนี้ และใส่กล่องเอาไว้กินตอนเย็นด้วย
พ่อครัวก็บอกว่าข้าวหมด ได้แค่มื้อเดียว เพราะเด็กที่มาเข้าค่าย
สั่งข้าวกล่องไปหมดร้านเลย โถชีวิต จะนอนก็ไม่อิ่ม จะกินก็ยังได้ไม่เต็มท้อง
ยังดีที่มีไก่ย่างติดมาจากกรุงเทพ เราเลยให้พ่อครัวใส่กล่องไว้เป็นมื้อเย็น
เที่ยงนี้ก็กินข้าวเหนียวไก่ย่างไป
(ด้านบนอุทยานมีร้านอาหารอยู่ สามารถสั่งข้าวกล่องได้
ตอนแรกไม่มั่นใจจึงสั่งจากร้านที่สถานีรถไฟก่อน)
พอท้องอิ่มก็เดินทางกัน
ทางขึ้นจากสถานีรถไฟไปอุทยานก็อยู่ตรงข้ามสถานีนั่นแหละ
จากสถานีขึ้นไปที่กรมอุทยานมีรถรับจ้างบริการอยู่
หากใครคิดว่าเดินไม่ไหว สามารถจ้างรถขึ้นไปส่งได้
ทางเดินช่วงแรกจะเป็นทางเดินธรรมชาติ
แต่สักพักก็จะไปบรรจบกับถนนทางที่รถวิ่งขึ้นมา ระยะทางก็ประมาณ 1.5 กม.
เดินขึ้นมาถึงประตูก็ได้เหงื่ออยู่พอสมควร
จัดแจงจ่ายค่าผ่านทางก็เข้าไปที่ทำการอุทยานเพื่อที่จะ....หลบแดดก่อน
และก็สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ หากต้องการเช่าถุงนอน เบาะรองนอน หรือหมอน
ก็สามารถแจ้งได้จากที่นี่ (ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะแจ้งเอาไว้ที่ท้ายบทนะ)
ข้อมูลที่มีตอนนี้คือ สามารถกางเต็นท์ได้ที่ลานชมดาวซึ่งอยู่ข้างๆ
ที่ทำการอุทยานเลย และก็จะมีลานที่ 2 ซึ่งวันนี้ก็เป็นสัมปทานของค่ายนักเรียนนักศึกษาไปแล้ว
เหลือก็แค่ลานกางเต็นท์ที่จุด ย.2 และ ย.3 ถ้าเลือกที่จะกางเต็นท์ตรงจุดชมดาว
เราจะอยู่ใกล้ที่ทำการอุทยานและไม่ต้องเดินไกล แต่ถ้าเป้าหมายของเราอยู่ที่การดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุด
ย.4 พรุ่งนี้เช้าเราจะต้องตื่นเช้ามาก
เพราะระยะทางไกลทีเดียว
ตอนนี้ก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ เลยเลือกที่จะไปกางเต็นท์ที่จุด ย.2
เพื่อลดระยะทางของพรุ่งนี้เช้าลง พร้อมแล้วก็ออกจากที่ทำการพร้อมกับหมอนและถุงนอนที่เช่าอุทยานมา
***
หากนักท่องเที่ยวเช่าเต็นท์ของทางอุทยานจะได้ค้างแรมแค่ลานชมดาวเท่านั้น
ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำไปกางในจุดที่ลึกกว่านี้ได้
เพราะเต็นท์ทางอุทยานค่อนข้างมีน้ำหนักมาก
ถัดจากที่ทำการอุทยานจะมีลานชมดาว
คือจุดกางเต็นท์ที่ใกล้ที่สุด บริเวณนี้มีห้องน้ำ ร้านอาหาร
และร้านค้าสวัสดิการของทางอุทยาน ซึ่งร้านอาหารจะเปิดให้บริการถึง 16.00 น.
เราเลยตุนขนม นม น้ำจากจุดนี้ก่อนจะขึ้นไปที่จุดกางเต็นท์
ป้ายบอกระยะทางที่วัดจากลานชมดาว
เดินขึ้นไปสัก 1 กม. ก็จะถึงจุดเริ่มต้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ย.1 ถึง ย.4 (ย. ย่อมาจาก
จุดยุทธศาสตร์) เป็นจุดสุดท้ายที่รถยนต์เข้าถึง
ถ้าต้องการเข้าไปลึกกว่านี้ต้องเดินเท้าเท่านั้น ทางเดินจะแบ่งเป็น 2 ฝั่งคือจะเลือกเดินขึ้นบันไดหรือเดินแบบทางลาดก็ได้ แล้วแต่สะดวก
ระหว่างทางก็จะพบบ้านพักที่ใช้ประทับพักแรมของกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
เมื่อครั้งเสด็จมาเป็นแม่งานในการก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาล
ปัจจุบันเป็นบ้านพักในการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ในที่สุดก็เดินมาถึงจุด ย.2
เจ้าหน้าที่แจ้งว่าคืนนี้มีนักท่องเที่ยวมากางเต็นท์ที่จุดนี้ประมาณ
10 คน แต่ไฉนเดินขึ้นมาไม่เจอใครสักคน เดินสำรวจอยู่สักพัก
ด้านข้างมีห้องน้ำ บริเวณนี้ก็เป็นต้นสนอย่างที่พี่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้
แต่ทำไมไม่มีคน ลองเดินเลยไปอีกสัก 500
เมตรจึงถึงบางอ้อ
มันต้องเดินขึ้นทางลาดชันไปอีกถึงจะเจอจุดกางเต็นท์ ทางขึ้นจุดนี้ค่อนข้างเป็นที่จดจำ
ขอให้ระมัดระวังในการเดินเพราะอาจทำให้ตะคริวขึ้นได้
ขึ้นมาถึงลานกางเต็นท์ สิ่งแรกที่ทำคือวางของและนั่งพักเลย รู้สึกถึงความสำเร็จ เจอนักท่องเที่ยวกางเต็นท์อยู่ก่อนแล้วประมาณ 6 หลัง น้ำอัดลมที่แพลนไว้ว่าจะนั่งดื่มตอนกลางคืนสบายๆ ก็หมดตอนนี้เลย
พอกางเต็นท์เสร็จยังพอมีเวลาเหลือ
เลยตัดสินใจว่าจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์กันที่ยอดดอยขุนตาล เป็นการลองสนามก่อนขึ้นจริงพรุ่งนี้เช้า ก็ได้แนวร่วมเพิ่มคือกลุ่มที่มาเที่ยวเหมือนกัน
เจอกันที่สถานีรถไฟและกางเต็นท์อยู่ใกล้ๆ กันพอดี
รวบรวมสมาชิกครบก็รีบออกเดินทาง เพราะ ย.4 ต้องเดินไปอีก
4 กม.
เดินต่อจากจุดกางเต็นท์มาอีกไม่ไกลนัก
จะเจอทางแยกไปทางซ้ายซึ่งจะเป็นทางแยกไปสู่น้ำตกตาดเหมยได้ ระยะทาง 1.5 กม.
ขาไปจะเป็นทางลงแต่ถ้าเดินกลับมาจะชันมาก
พี่เจ้าหน้าที่เขาบอกมานะ แล้วจากน้ำตกตาดเหมย สามารถเดินไปถึงลานกางเต็นท์ 2 ด้านล่างได้อีกด้วย
ตรงจุดที่วันนี้นักเรียนนักศึกษามาเข้าค่ายกัน แต่เราไม่ได้ไปทางน้ำตก เราจะเดินขึ้นจุด ย.4 กัน จุดสูงสุดแห่งยอดดอยขุนตาล ทางเดินค่อนข้างง่าย ถือว่าเดินได้เรื่อยๆ มีชันบ้างบางจุด ไม่ต้องกลัวหลง เพราะมีทางไปทางเดียว ถัดไป 3 กม. ก็จะเจอทางเข้าไปยังลานกางเต็นท์ ย.3
ย.3 อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,225
เมตร
เป็นบ้านพักคณะมิชชันนารีอเมริกันคิรสตจักรมาทำการสร้างเอาไว้ ปัจจุบันบ้านพักดังกล่าวอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพ
ถ้าต้องการเข้าไปพักหรือกางเต็นท์บริเวณนี้จะต้องเข้าไปติดต่อ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ระยะทางตามแผนที่เหลืออีก 1 กม. ก็จะถึง ย.4 หลังจากนี้ทางจะเป็นเนินขึ้นแทบตลอด จะผ่านเนินวัดใจ ซึ่งคิดว่าถ้าเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องวัดอีกแล้ว มีแต่เดินหน้าต่อ
ถ้าเห็นภาพนี้ก็แสดงว่าคุณมาถึงขั้นสุดท้ายก่อนจะถึงจุดสูงสุดของดอยขุนตาลแล้ว ใช้เวลาเดินขึ้นมาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าๆ
ได้
ก็ยังพอมีเวลาได้พักเหนื่อยและซึมซับบรรยากาศอยู่ จุด ย.4 อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล
1,373 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เป็นจุดที่สามารถเห็นทั้งจังหวัดลำพูน และลำปางได้อย่างชัดเจน
ยังไม่ทันจะได้ดูพระอาทิตย์ตก เราก็ต้องรีบลงเสียก่อน
เพราะมันจะมืดมากและอาจเกิดอันตรายจากสัตว์ป่าได้ ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาเก็บบรรยากาศอีกรอบหนึ่ง ขากลับยังไม่ทันจะถึงครึ่งทาง ฟ้าก็มืดสนิท
มองไปรอบข้างเห็นเพียงแต่เงาดำๆ ที่ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ยังดีที่เรามีพกไฟฉายกันไปด้วย ขากลับใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง กลับมาถึงจุดเนินที่ขึ้นไปยังจุดกางเต็นท์ เนินที่กล่าวไปข้างต้นมาเป็นเนินที่น่าจดจำ
หลายคนบอกว่าตรงนี้น่าจะเป็นเนินวัดใจมากเสียกว่าตรงทางขึ้นยอดดอยเสียด้วยซ้ำ
กลับมาก็พักผ่อนตามอัธยาศัย ลืมบอกว่าที่จุดกางเต็นท์ ย.2 มีห้องน้ำ
สามารถอาบน้ำได้ และน้ำสามารถนำมาประกอบอาหารได้
เพราะเป็นน้ำจากภูเขา
ที่จุดนี้ไม่มีร้านอาหารใดๆ ควรเตรียมมากันเอง หลังจากอาบน้ำเสร็จก็ไปนั่งรวมกลุ่มกันคุยกัน
จากการที่ได้มาเที่ยวทำให้เราได้พบเพื่อนใหม่ คนที่มีใจรักการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ระหว่างมื้อเย็นเราก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
และวางแผนถึงวันพรุ่งนี้
ทำให้ได้รู้ว่าทุกคนที่อยู่ตรงนี้มารถไฟรอบเดียวกัน และขากลับก็กลับรอบเดียวกันด้วย เดิมทีตามกำหนดการเดิม
ขากลับเราจะขึ้นรถไฟจากสถานีขุนตานตอน 16.45 น. ของวันพรุ่งนี้
แต่ทีนี้ระหว่างวันเราจะอยู่ทำอะไร
พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้น้ำตกไม่ค่อยมีน้ำทำให้พวกเราต้องปรับเปลี่ยนแผนกันใหม่ ว่าเราจะออกจากที่นี่พรุ่งนี้ตอนสายๆ
นั่งรถไปเที่ยวที่ตัวเมืองลำปางกันก่อนที่จะไปขึ้นรถไฟขากลับที่สถานีนครลำปางกัน
นี่เป็นตารางรถที่จะวิ่งทุกๆ วัน พรุ่งนี้รอบเร็วสุดคือ 07.35 น. ส่วนรถขบวน 16.45
คือตั๋วเดิมที่เราจองขากลับไปแล้ว
หลังจากคุยกันเสร็จก็แยกย้ายพักผ่อน
โดยนัดกันว่าพรุ่งนี้เช้าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่บนยอด ย.4 กันอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งจะต้องออกเดินเท้ากันตั้งแต่เวลา 4.00 น.
บอกก่อนว่าที่จุดกางเต็นท์ ย.2 ตอนกลางคืนจะดูดาวยากนะ เพราะด้านบนถูกปกคลุมไปด้วยต้นสน ถ้าใครมีเป้าหมายที่จะมาดูดาวอาจจะต้องเล็งๆ เอา
--------------------------------------------------
DAY 2
อากาศเย็นสบายมาก หลับสนิทด้วยความเหนื่อย ตื่นมาเพราะนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ เตรียมตัวพกน้ำดื่ม พกไฟฉาย ไปให้เรียบร้อย พร้อมแล้วก็เริ่มเดิน จุดหมายคือยอดดอยขุนตาล ย.4
ร่างกายยังระบมจากศึกเมื่อวาน ความเร็วในการเดินมันก็จะลดลงหน่อยๆ พักบ่อยๆ
ค่อยๆชิน เช้านี้นั่งพักหลายรอบมาก พักจนคนที่ออกตัวทีหลังเดินแซงกันไปหมด ก่อนจะขึ้นถึงยอดบนสุดจะมีลานกว้างๆ
ที่เราสามารถหยุดพักได้
และดีที่ตรงนั้นพอจะมีช่องเห็นท้องฟ้า
และพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทำให้เราเก็บภาพดาวมาจนได้
นั่งพักเสร็จก็รีบเดินกันต่อ เดี๋ยวจะไม่ทันได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น เดินขึ้นมาถึงยอดบนสุดของดอยขุนตาลตอนเวลา 6.00 น.
ตรงนี้ก็ให้ตรวจสอบกันก่อนว่าพระอาทิตย์ของวันนั้นจะขึ้นตอนเวลาเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้เตรียมตัวออกเดินทางกันให้ดี ไม่เสียเที่ยวเดินขึ้นมาไม่ทันแสงแรกของวัน
แสงแรกของวันนี้ขึ้นตอน
06.45 น. โดยประมาณ
ทำให้เรามีเวลาซึมซับและพักผ่อนอยู่พอสมควรเลย
บางคนนำแก๊สพกพาขึ้นมาชงกาแฟอุ่นๆ ดื่มกันข้างบนด้วย ขึ้นมาถึงตอนพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น
ทำให้เห็นแสงไฟจากตัวเมืองลำปางและลำพูนได้ชัดเจน
ผ่านไปสักพักแสงไฟของเมืองก็ถูกแทนที่ด้วยพระเอกของวันนี้ที่ทุกคนรอคอย พระอาทิตย์ค่อยๆ
เคลื่อนที่ผ่านพ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมา
ทุกคนต่างจับจ้องและจับภาพกันยกใหญ่
ใบหน้าของผู้พิชิตจุดสูงสุดของดอยขุนตาลในรอบนี้ เบลอไม่หน่อย เบลอเยอะเลย
ไม่ชินกับการถ่ายตัวเองครับ จำนวนไม่มากไม่น้อย
พอที่จะได้พูดคุยกันทุกคน
หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็ตัดสินใจกลับที่จุดกางเต็นท์ครับ
มีภารกิจรอเราอยู่
ต้องรีบทำเวลาเพื่อไปให้ทันเวลารถไฟไปลำปางในรอบ 10.58 น.
ว่าแล้วก็เก็บข้าวเก็บของเดินลงจากยอดดอยมุ่งตรงสู่จุดกางเต็นท์ ย.2
ใช้เวลาเดินก็ประมาณเดิมคือ 1 ชั่วโมง มาถึงก็หยุดพักเหนื่อยนิดหน่อย รองท้องด้วยขนมปังนมข้นที่ติดมาจากกรุงเทพ พอท้องอิ่มก็รีบเก็บสัมภาระและบ้านพกพาของเรา
ก่อนจะกลับเราก็ได้สมาชิกที่จะไปลำปางด้วยกันเพิ่มอีก 6 คน
ก็คือคนที่ขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพรอบเดียวกัน
จะให้รอที่นี่จนถึงเย็นก็ดูจะไม่มีอะไรทำ
จึงตัดสินใจจับแกงค์จับกลุ่มไปเที่ยวลำปางกันต่อ ขาลงเดินลงไปถึงจุดเริ่มทางเดินศึกษาธรรมชาติ ย.1
ตรงที่เป็นที่สิ้นสุดของถนนที่รถสามารถมาถึงได้
ตรงจุดนี้จะมีด่านผ่านทางที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ บริเวณนั้นจะมีบ้านพักและห้องน้ำอยู่ด้านหลัง
ถึงเวลานี้เราจะลดเวลาและเก็บแรงของเราไว้
ด้วยการจ้างรถรับส่งให้ลงไปส่งเราที่สถานีรถไฟเลย
ถ้าเดินไปก็กลัวว่าจะไม่ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย
รถรับจ้างพาเราไปแวะที่ทำการอุทยานเพื่อให้เราคืนของที่เช่าไป
ก่อนที่จะขับไปส่งเราต่อที่สถานีรถไฟ
ลงมาถึงที่สถานีรถไฟขุนตาลราวๆ 10.30 น.
จัดแจงซื้อตั๋วรถไฟเดินทางไปที่สถานีนครลำปาง
ราคาตั๋วรถไฟเพียงแค่คนละ 9 บาท
เพราะรอบที่เราไปนั้นเป็นรถไฟประเภทท้องถิ่น วิ่งไม่ไกลและราคาถูกมาก ถ้าที่กรุงเทพมีรถเมล์
ที่นี่ก็มีรถท้องถิ่นนั่นแหละ
ราคาเป็นมิตร ถึงตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยให้เราได้ไปเดินเก็บภาพบริเวณสถานีรถไฟกัน
เมื่อรถไฟมาก็ถึงเวลาที่จะต้องบอกลาดอยขุนตาลกันเสียที อีกอย่างที่ยังไม่กล่าวถึงก็คือ “อุโมงค์ขุนตาล” ที่เห็นด้านหน้า
ข้อมูลมีอยู่ว่า เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ความยาว 1,352
เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2450 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสร็จในปี พ.ศ.2461
พอรถไฟออกเราก็จะผ่านอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยไปสู่สถานีนครลำปางกันต่อไป
รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่ชานชาลาสถานีนครลำปางในเวลา
12.00 น.
ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงจากสถานีขุนตานมาที่สถานีนครลำปาง
ได้รู้ว่าเพื่อนคนหนึ่งที่เจอกันในทริปเป็นคนท้องถิ่นจากลำปาง
นั่งรถไฟไปเที่ยวที่ห่างจากบ้านเพียงสถานีเดียว พอมาถึงลำปางก็เลยฝากให้คนท้องที่พาเที่ยวเสียเลย
หน้าสถานีรถไฟจะมีรถสองแถวเล็กรับจ้างวนเที่ยวรอบเมือง เราก็เลยให้คนท้องที่ไปเจรจา ได้ใจความว่าจะเหมารถไปบริเวณรอบๆนี้ และกลับมาส่งที่สถานีก่อนเวลา 17.45 น.
ก่อนอื่นต้องไปหามื้อเที่ยงลงท้องกันก่อน เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เจ้าถิ่นก็นำไปที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวเรือ ”เมย์” สาขาลำปาง ราคาก็ไม่แพงเลย
อยู่ที่ประมาณ 40-50 บาท น้ำดื่มฟรี พอกินเสร็จก็ไปต่อที่ “วัดเชียงราย”
อ่านไม่ผิด
วัดเชียงรายแต่อยู่ที่ลำปาง และแวะไปนั่งกินกาแฟที่ร้าน Coffee on Top เป็นร้านกาแฟที่อยู่ริมแม่น้ำวัง
มองออกไปสามารถเห็นสะพานส้มแห่งลำปางด้วย
จบจากร้านกาแฟก็ไปที่สะพานรัษฎาภิเศกไปเดินดูศิลปะฝาผนังบริเวณริมสะพาน
และไปเดินต่อกันที่กาดกองต้า
วันนี้เป็นวันอาทิตย์พอดี
พอดีที่จะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของที่กาดกองต้า
แต่ติดตรงที่เรามาถึงตอนบ่ายสองบ่ายสาม ยังไม่ค่อยจะมีร้านค้ามาเปิดมากมายนัก เดินไปตามตรอกตลาดเก่า แวะร้านกาแฟ “หม่องโง่ยซิ่น” เป็นร้านกาแฟที่มีการจัดแสดงภาพศิลปะกับผลิตภัณฑ์เซรามิกจำหน่ายอยู่ภายในร้านด้วย ถัดมาก็จะมี “วัดเกาะวาลุวาราม” และ “หอศิลป์ลำปาง” อยู่ห่างออกไปไม่ใกล้ไม่ไกล
คิดว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่เราจะกลับไปที่สถานีรถไฟลำปาง
จึงโทรเรียกลุงขับรถมารับไปส่งที่สถานีรถไฟ กลับมาถึงตอน 16.00 น. โดยประมาณ ยังพอมีเวลาได้นั่งพักผ่อนกันตามอัธยาศัย
บริเวณสถานีรถไฟมีร้านอาหารเปิดอยู่หลายร้านอยู่ เราก็เลยไปหาทานมื้อเย็นกันที่นั่น มีร้านขนมและของกินเล่นประปราย
สามารถไปหาอะไรกินกันได้
เมื่อถึงเวลารถไฟขบวนไปกรุงเทพก็เข้ามาจอดที่ชานชาลา ขากลับสบายขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะเรากลับ “รถไฟชั้น 2” คือเก้าอี้นั่งจะเป็นส่วนตัวเหมือนรถทัวร์
และสามารถปรับเอนได้เล็กน้อย
เป็นพัดลมไม่มีแอร์ แต่อากาศเย็นๆ
ตอนกลางคืนก็ยังต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่กันเลยทีเดียว กลับถึงสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ในเวลา 05.45
น. อย่างปลอดภัย
เป็นอันจนทริป “ดูเมฆลอยที่ดอยขุนตาล...”
การเที่ยวครั้งนี้ถือว่าดี มีเวลาเตรียมตัวน้อย แต่ก็ผ่านมาได้ ชอบการที่เราไปในที่ต่างๆ ได้พบปะคนแปลกหน้า
ได้รู้จักกับผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นหรือนั่งท่องเที่ยวขาจรเหมือนกัน มีเพื่อนใหม่
ตื่นเต้นไปกับบรรยากาศที่เกิดจากธรรมชาติอย่างแท้จริง เที่ยวเมืองไทยใช้งบไม่มาก
แต่ความสุขและประสบการณ์ที่ได้กลับมามากกว่าหลายเท่า ถ้ารักการท่องเที่ยวแล้วจะรออะไร....
ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ... Diary76
ค่าใช้จ่าย
รถไฟชั้น 3 - 261 บาท
รถไฟชั้น 2 - 408 บาท
ค่านำเต็นท์ไปกาง - 15 บาท
ค่าเข้าอุทยาน - 20 บาท
มื้อเย็น + น้ำดื่ม - 75 บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์ (หมอน / ถุงนอน) - 40 บาท
ค่ารถรับจ้างจาก ย.1 ถึงสถานีรถไฟ - 100 บาท
รถไฟไปลำปาง - 9 บาท
ก๋วยเตี๋ยวเมย์ - 40 บาท
ค่ารถเหมาลำปาง - 50 บาท
มื้อเย็น - 60 บาท
รวม = 1,078 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ
อัตราค่าเข้าบริการอุทยาน
-
ผู้ใหญ่ 20 บาท
- เด็ก / นักศึกษา 10 บาท
- รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท
- รถยนต์ 6 ล้อ 100 บาท
- รถจักรยานยนต์ 20 บาท
- ค่าสถานที่กางเต็นท์ / หลัง 30 บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์
- แผ่นรองนอน 20 บาท
- ถุงนอน 30 บาท
- หมอน 10 บาท
- เต็นท์ (สำหรับ 3-4 คน) 150 บาท
กางเต็นท์ที่จุด ย.3 ติดต่อเจ้าหน้าที่
มีค่าใช้จ่ายแยก
ค่ารถเหมาจาก ย.1 ถึงสถานีรถไฟ 100 บาท
ค่ารถเหมาจาก ที่ทำการอุทยาน ถึงสถานีรถไฟ 50 บาท
*** ราคารถเหมาอาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร
ทั้งนี้ลองเจรจากับผู้รับจ้าง
Page : https://www.facebook.com/Diary76



























