วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

Diary 03 ดอยมะม่วงสามหมื่น และ น้ำตกเปรโต๊ะลอซู

Diary 03 ดอยมะม่วงสามหมื่น และ น้ำตกเปรโต๊ะลอซู

ห่างหายจากสมุดเล่มนี้ไปนาน ฝุ่นอาจจะเกาะนิดหน่อย แต่สุดท้ายก็ได้กลับมาจดบันทึกอีกครั้งกับไดอารี่บทที่สาม แต่รับรองว่าครั้งนี้จะต่างจากสองบทแรกอย่างแน่นอน เพราะรอบนี้ เราจะพาทุกคนไปแตะก้อนเมฆกัน รวมไปถึงที่อาบน้ำ (เกือบ) ส่วนตัวที่สามารถโดดลงไปเล่นได้ทุกเวลา และการได้ใส่รองเท้าย่ำน้ำ ลุยโคลนตลอดการเดินทาง ถ้าพร้อมจะเปียกแล้วละก็.. แพ็คกระเป๋าให้พร้อมและไปเหนื่อยกัน... ชุ่มชื่น ที่ดอยมะม่วงสามหมื่นกับน้ำตกเปรโต๊ะลอซู    

การเดินทาง  เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ปักหมุดที่ หมู่บ้านกุยเลอตอ จ.ตาก ระยะทางประมาณ 722 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 14 ชั่วโมง (รวมพักรถ)

ช่วงเวลา  11 14 กันยายน พ.ศ. 2563

ถามว่าทริปนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? มันเกิดจากที่เราไปเห็นโพสหนึ่ง เป็นภาพน้ำตกสูงและการเดินบนสันเขาที่มองลงไปผืนป่ากว้างใหญ่ จินตนาการว่ามันจะต้องสวยแน่ เลยแชร์โพสออกไป ปรากฏว่ามีเพื่อนมาเห็นก็เลยชวนเราไปแปะด้วยกัน  อย่างที่บอกว่าการไปครั้งนี้คือเราไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเอง แต่ไปกับเพื่อน ทำให้ค่าใช้จ่ายบางอย่าง อาจแจงได้ไม่ละเอียด ถ้าไปดูรีวิวอื่นๆ อาจจะเห็นว่าเขาจับกลุ่มกันไปกับทัวร์ ราคาก็จะอยู่ที่ 3,400 – 4,000 บาท แล้วแต่แต่ละทัวร์จะคิด แต่พอเราจัดไปกันเอง ราคามันก็จะถูกลงแบบมากๆ ค่าเสียหายครั้งนี้อยู่ที่ 2,200 บาท อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับทัวร์ เพราะเราจะช่วยกันทำ ช่วยกันเที่ยว ส่วนถ้าถามว่าได้อะไรบ้างนั้น  นั่งลงก่อนสิ เดี๋ยวเราจะเล่าให้ฟัง...


        ถึงวันเดินทาง กำหนดการคือล้อหมุนตอน 16.30 น. มารวมตัวกันที่บ้านเพื่อน เตรียมข้าวจัดของ สิ่งที่ต้องเตรียมมาและต่างจากครั้งก่อนคือ ถุงกันทาก เห็นอากาศชื้นก็คิดว่าน่าจะมี  ส่วนเสื้อผ้าก็เป็นชุดที่แห้งได้ง่ายและแนะนำว่าเป็นเสื้อที่พร้อมเลอะ  ส่วนรองเท้าก็เอาที่ลุยน้ำได้ และเหมาะกับการเดินป่าเขาลำเนาไพร ชุดเครื่องนอนและเต็นท์ก็เตรียมไปเองนะ เพราะที่นี่ไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ  ไม่มีให้เช่าหน้างาน  กว่าจะพร้อมออกรถนั้น ก็ปาไปตอน 20.00 น.

       ตกดึกแวะพักรถและหาข้าวกินกันตอน 22.00 น. แต่อย่าถามว่าตอนนั้นอยู่ที่ไหน เพราะหลับมาตลอดทาง  กินเสร็จก็เดินทางต่อ  รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว  อยู่ที่แม่กลอง อุ้มผางตอน 8 โมงเช้า แวะกินข้าวเช้ากันที่ ร้านกาแฟอาโม-อาปา บริเวณนั้นมีตลาดและเซเว่นด้วย


        ถึงจะชื่อร้านว่ากาแฟ แต่ก็มีอาหารจานเดียวขายอยู่นะ บรรยากาศในร้านดี มาตอนเช้ายังไม่มีคนเลย ที่ร้านมีทั้งข้าวและกาแฟขาย ราคาก็ไม่แพงมาก จานละ 50-60 บาท แวะมากินกันได้ ห้องน้ำสะอาด หลังจากกินข้าวเสร็จก็แวะเข้าเซเว่นซื้อน้ำ ซื้อขนมให้พร้อม เอาไว้กินเพิ่มพลังระหว่างเดินกลางทาง  เมื่อพร้อมแล้วก็สตาร์ทรถไปกันต่อ...

----------------------------------------------------------------------------

DAY 1


ขับรถอีกประมาณ 70 กิโลเมตร จะถึงเป้าหมายคือหมู่บ้านกุยเลอตอ ระหว่างทางผ่านจะเจอทางเข้าน้ำตกทีลอซูก่อน ส่วนเรานั้นต้องขับต่อไปอีก ถนนหนทางช่วงนี้จะเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ ขับเร็วๆ ก็มีกระเด้งกระดอนกันทั้งคันรถ

มาถึงหมู่บ้านกุยเลอตอตอนประมาณ 10 โมงเช้า  หมู่บ้านเงียบมาก เราก็นำของลงจากรถ อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้าที่บ้านได้ก่อนจะเริ่มเดินทาง  ส่วนลูกหาบพวกเราก็ติดต่อเอาไว้ 2 คน เอาไว้หาบสัมภาระของใช้ส่วนกลาง พวกอุปกรณ์ทำอาหาร อีกอย่างคือลูกหาบก็จะคอยดูแล นำทางเราตลอดจนถึงวันเราลงจากดอยเลยทีเดียว ลูกหาบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ที่นี่นั่นเอง  เรื่องสัญญาณโทรศัพท์นั้น... ไม่มีตั้งแต่เดินทางมาแล้ว สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังมีอยู่  การติดต่อกับลูกหาบก่อนหน้านี้ก็ผ่านทางไลน์  ไม่ได้ติดต่อทางโทรศัพท์  และที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือที่นี่มีรถ Kerry มาส่งถึงด้วยนะ  ใครสั่งพัสดุก็ถึงแน่นอน  พร้อมแล้วก็เริ่มเดินกันเลย...

       โดยปกติเราจะต้องเดินเท้าไปที่จุดลงทะเบียนด้วยตัวเอง แต่โชคดีที่รถผู้ใหญ่บ้านมาพอดี จึงให้เราติดรถไปที่จุดลงทะเบียน ถือว่าประหยัดแรงและเวลาไปเยอะเลย  ถึงจุดลงทะเบียนก็ต้องชำระค่าเข้ากันก่อน

เมื่อชำระเสร็จก็เริ่มเดินได้เลย จับเวลา 12.10 น. แดดกำลังดี ลงกลางหัวเต็มๆ  อุปกรณ์กันแดดกันดำก็สำคัญเช่นกัน  เพราะทางเดินมีทั้งในร่มและกลางแจ้ง  เดินเข้ามายังไม่ทันจะเหนื่อยก็ต้องเปียกน้ำกันละ  ขอบอกไว้ก่อนว่าไม่ต้องกลัวรองเท้าเปียก  เพราะมันจะมีจุดให้เราได้ย่ำน้ำตลอดทาง  รองเท้าเน่าแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย  แค่น้ำก็ว่าหนักแล้วสำหรับเราที่เที่ยวแบบแห้งมาตลอด ต้องเจอโคลนเปียกอีกคือหนักเลย ลาก่อยคุณรองเท้า รองเท้านี่ก็เพิ่งถอยมาเพื่อทริปนี้โดยเฉพาะ แต่ตอนนี้ขอเอาตัวรอดให้ไม่ลื่นก่อนน


เดินก็ลุ้นๆ เอาหน่อยว่าบ่อไหนลึก บ่อไหนตื้น ถ้ามีไม้ค้ำคอยจิ้มสำรวจก็จะไม่ต้องพลาดจุ่มลงไปทั้งรองเท้า  แต่ถึงแม้กระนั้นกับดักมีเป็นพัน จะไม่พลาดกันเลยหรือไง? ต้องโดนเข้าบ้างสักหลุมสองหลุมแหละนะ

        
เอาเป็นว่าอย่ากังวลจนเกินไป และอย่าประมาทจนเคยตัว  เดินแบบลุยไปเลย แต่ก็ให้ตัวเองปลอดภัยด้วยละกัน หลังจากลุยน้ำกันมาก็กลัวว่ารองเท้าจะชื้น  เลยจัดทางเดินกลางแจ้งมาให้อบอุ่นกันหน่อย  และก็ไปจุ่มน้ำกันต่อสลับๆ กันไปตลอดทาง  แนะนำให้ออกกำลังกายมาระดับหนึ่ง ให้ร่างกายแข็งแรง พร้อมลุยกับสภาพอากาศและภูมิประเทศของที่นี่ด้วย

   

ถึงจุดหนึ่งจะมีชาวบ้านเอาน้ำอัดลมขึ้นมาขายอยู่ แต่ราคาก็จะชาร์จนิดนึง น้ำเปล่า น้ำอัดลมขวดเล็ก ขายอยู่ที่ 25 บาท  แต่จะมีแค่จุดเดียวเท่านั้นจากรอบที่เราไปมา  ข้างๆเป็นไร่ข้าวโพด ก็เลยลองขอข้าวโพดมาฝักนึงไว้ทำขนมหวานตอนเย็น  ชาวบ้านแกก็ใจดีให้มาด้วย หลังจากพักดื่มน้ำเย็นๆ กันแล้วก็เริ่มเดินกันต่อ... 

        ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงจุดกางเต็นท์ เวลา 15.00 น.  เป็นลานไผ่กว้างมากๆ  คิดว่ารองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นร้อยเต็นท์เลยนะ  เราก็เดินหาที่ที่จะกางเต็นท์สำหรับ 5 หลังได้  แต่เต็มไปหมดแล้ว  เพราะส่วนใหญ่จะมาก่อนเราหนึ่งวัน  และเราก็ขึ้นมาถึงช้าด้วย  ส่วนลูกหาบนั้นหายไปเลย  เดินตามหลังอยู่ดีดี  เราเลยนั่งพักกันก่อน  พอลูกหาบขึ้นมาถึง เขาบอกว่าได้จองจุดกางเต็นท์ไว้ให้เราแล้ว  ก็พาเราไป ปรากฎว่าจุดยุทธศาสตร์ของเราก็คือตรงทางที่ขึ้นมาแล้วเจอเลยนั่นแหละ  ถึงก่อนชาวบ้าน  แต่ก็จะห่างจากลำธารมากที่สุดเช่นกัน


        ตามแผนที่วางไว้คือวันนี้ขึ้นมาถึงจุดกางเต็นท์แล้วเราจะต้องเดินไปดูน้ำตกรูปหัวใจ  แต่ด้วยเวลาที่เราเดินมาถึงก็เกือบจะเย็นแล้ว  น่าจะไปต่อไม่ทัน  เลยเปลี่ยนแผนเป็นไปพรุ่งนี้หลังจากขึ้นยอดดอยแล้วกลับลงมา  ภารกิจวันนี้ก็เลยเหลือแค่ กางเต็นท์ อาบน้ำ ทำกับข้าวและนอนหลับพักผ่อน  หลังจากเรากางเต็นท์กันเสร็จก็ไปอาบน้ำก่อน  การอาบน้ำของที่นี่คือเดินไปอาบน้ำที่ลำธารนั่นแหละ ลำธารยาว ทำให้คนกระจายไปในหลายๆ จุด  ไม่ได้หนาแน่นกันอย่างที่คิด ตรงจุดที่เราไปแทบจะเป็นลำธารส่วนตัว เพราะไม่มีใครเลย  การได้อาบน้ำเย็นๆ หลังจากการเดินมาหลายชั่วโมงช่างเป็นความวิเศษ  น้ำที่แช่ได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าทำให้อยากจะแช่ไปนานๆ  แต่ก็ต้องตัดใจขึ้นจากน้ำ  เพราะใกล้จะดึกแล้ว พวกเราต้องกลับไปทำอาหารก่อนฟ้าจะมืด  ไม่งั้นจะทำลำบาก  ต้องขอบคุณเพื่อนหัวตี้ที่เตรียมอุปกรณ์ทำอาหารมาให้พร้อม  มีเตาและแก๊สกระป๋อง  หม้อ ไห กระทะ มีด เครื่องปรุง วัตถุดิบครบ  เหลือก็แค่ช่วยกันลงมือทำ  หลังจากทำเสร็จก็มากินมื้อเย็นแรกกันเถอะ

        หลังจากกินเสร็จก็สองทุ่มกว่า  ช่วยกันทำความสะอาดจานชามก่อน ทิ้งไว้มันจะเน่าเอา  ที่ล้างจานของที่นี่ก็คือเป็นก๊อกน้ำเฉยๆ  ตรงพื้นก็จะเหมือนไม้ไผ่ที่เขาตัดมาวางลงไปในดิน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวางจานชามบนดินโดยตรง ส่วนห้องน้ำก็สร้างกำแพงด้วยไม้ไผ่ มีหลังคา ด้านในเป็นส้วมแบบนั่งยองที่อยู่บนพื้นปูนสูงขึ้นมาหน่อยนึง  เรียกว่าธรรมชาติก็ได้อยู่

        พอล้างจานเรียบร้อย เกือบจะเข้าเต็นท์นอนละ  น้าที่อยู่เต็นท์ข้างๆ ก็เดินมาคุยด้วย ชวนพวกเราไปดูมายากลที่แกจะเล่น  เราก็เห็นว่ายังมีเวลา เลยเดินไปนั่งดูแกเล่นสักหน่อย  ตรงที่แกนั่งอยู่เป็นหลังคาไม้ไผ่ที่ก่อขึ้นมาอย่างดี  ไม่ใช่ที่โล่งแจ้ง  คิดว่าชาวบ้านน่าจะทำขึ้นมาสำหรับทัวร์ใหญ่  น้าแกก็เป็นเหมือนผู้จัดทัวร์เจ้าประจำ  แกเล่าว่าขึ้นมาที่นี่หลายรอบแล้ว  รู้จักชื่อลูกหาบหลายคน ซึ่งก็มานั่งสังสรรค์กับแก ลูกหาบเราก็เป็นหนึ่งในนั้น  และก็มีลูกทัวร์แกนั่งกินข้าวและรอชมการแสดงของแกอีก 10 กว่าคน  แกชวนกินชวนดื่มอยู่  เสียดายที่พรุ่งนี้เช้าพวกเราต้องรีบตื่นกัน  เลยคิดว่าคืนพรุ่งนี้ค่อยมาสังสรรค์ใหม่  แต่เสียดายที่คณะทัวร์แกมาก่อนเราวันนึง  และกำลังจะลงวันพรุ่งนี้แล้ว  ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องขอตัวกลับไปพักผ่อน

        อีกอย่างคือ ที่นี่ไม่จำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ ขนาดลูกหาบยังชวนพวกเรากินเหล้าต้มที่พวกเขาทำกันเองด้วยเลย บรรยายสรรพคุณว่าไปหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้นะ มีแค่ที่นี่ที่เดียว

----------------------------------------------------------------------------

DAY 2

ตื่น 3.20 กว่าจะล้างหน้า แปรงฟันและได้ออกเดินทางตอนเกือบ 4.00 มืดมากตอนนี้  ลูกหาบทั้งสองคนก็ตื่นและเป็นคนนำทางให้พวกเราทั้ง 6 คนด้วยเช่นกัน  อากาศไม่ถึงกับหนาว แต่ก็มีความเย็นของมัน  สิ่งสำคัญคือไฟฉายคาดหัว  เพราะเราเริ่มเดินตั้งแต่ยังไม่มีแสง  และบางครั้งเราอาจจะต้องใช้มืดในการจับต้นไม้ ไฟฉายถืออาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่  อีกอย่างที่สำคัญตลอดการเดินคือน้ำดื่ม  เดินไปพักไป ยิ่งที่สูง อากาศยิ่งน้อย  ทำให้การเดินอาจจะเหนื่อยกว่าปกติ  จนเกิดวลีที่พูดกันอยู่บ่อยครั้งคือ  ค่อยๆ เดิน ให้เดินรอกัน  ความเร็วของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน  แต่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  เพราะเราอยู่หลังสุด (ผ่าม!!)  ทางค่อนข้างชัน เหมือนบังคับให้เราเดินแบบหยุดพักไม่ได้  รอหาที่ราบและนั่งพักทีเดียวจะดีกว่า

เดินมาจนถึงจุดที่พอจะมีที่นั่งพักเป็นลานกว้าง  พักหายใจ ดื่มน้ำกันก่อน  ถามลูกหาบว่าจะมีที่ให้เติมน้ำบ้างมั้ย  เขาก็บอกว่ามีข้างหน้า โล่งใจ กลัวน้ำจะไม่พอ ค่อยกินน้ำได้แบบไม่ต้องประหยัดหน่อย  ตรงจุดพักนี่เป็นจุดที่มีทางแยกไปน้ำตกรูปหัวใจได้  เราจะย้อนกลับมาหลังจากขึ้นยอดดอยสามหมื่นลงมา  พักเสร็จก็เริ่มเดินทางกันต่อ  ทางเดินจะเริ่มยากขึ้น  ในบางจุดอาจจะต้องใช้มือช่วยจับ และที่เหยียบอาจจะเล็กนิดเดียว  บวกกับฟ้าที่ยังมืดอยู่  ต้องระวังกันเป็นพิเศษ  เดินไปเรื่อยๆ ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง เราก็ถามลูกหาบตลอดว่าอีกไกลมั้ย เราจะไปทันดูพระอาทิตย์ขึ้นมั้ย เขาก็บอกว่าทัน อีกไม่ไกล

เดินขึ้นมาถึงจุดที่เป็นลานกว้างหน่อย พอจะนั่งพักได้แบบสบาย คิดว่านี่คงใช่จุด 15,000 แล้วแหละ แต่ไม่ใช่ มองลงไปด้านล่างจะเห็นน้ำตกรูปหัวใจอยู่อีก ได้เห็นความยาวของน้ำตกตั้งแต่ต้นสายไปจนถึงด้านล่าง จากมุมที่เหนือกว่า ส่วนมองไปด้านบนก็คือจุด 15,000 ที่เรากำลังจะไปอยู่เล็กๆ  ถามลูกหาบอีกรอบว่าจุดเติมน้ำอยู่อีกไกลมั้ย? คำตอบที่ได้มาคือ เลยมาแล้วครับ (เอ้า!!! แล้วไม่บอกน้อ) ตอนนี้ก็ 6.04 น. แล้ว คิดว่าคงดูแสงแรกไม่ทัน แต่ก็ยังคงต้องไปต่อ นั่งจากตรงนี้ก็พอจะเห็นจุด 15,000 อยู่เป็นสันด้านบนค่อนข้างชัน ลูกหาบบอก 4 นาทีก็ถึงแล้ว ในใจก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก ดูจากระยะทาง แต่คิดว่าคงบวกไม่มาก เอาวะ!! เริ่มเดินกันต่อ

        ทางเดินก็ชันอย่างที่คิดไว้  วิวด้านหลังก็จะเป็นท้องฟ้ากว้างบวกกับทะเลหมอกเต็มไปหมด จนในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงจุด 15,000 โดยใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง (ไหนบอก 4 นาที?) และมารู้ตอนหลังว่าที่นั่งพักกันก่อนหน้านั้นคือจุด 10,000  ไหนๆ ก็ถึงแล้ว นั่งพักซึมซับบรรยากาศหน่อย หมอกเต็มไปหมด คิดว่าต่อให้เดินขึ้นมาเร็ว ก็ไม่น่าจะเห็นแสงแรกของวันอยู่ดี  เดินมาก็เยอะละต้องหิวเป็นธรรมดา  ตั้งเตาต้มมาม่าต้อนรับมื้อแรกของวันกันเลยละกัน

        เห็นแบรนด์ชัดขนาดนี้ ไม่ได้มีสปอนเซอร์เข้านะจ๊ะ ต้องขอบคุณหัวตี้ที่เตรียมเสบียงกับแบกเตาพกพาขึ้นมา  ทริปก่อนๆ เราเคยเห็นนักท่องเที่ยวต้มกาแฟอุ่นๆ ดื่มตอนรอพระอาทิตย์ขึ้น  เห็นแล้วก็แอบอิจฉาหน่อยๆ  แต่วันนี้รู้สึกชนะเลิศ เพราะเรากินหนักกว่ากาแฟไปเลย ตรงจุดนี้พอจะมีสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตอยู่บ้าง ใครจะอัพรูป ส่งข่าวบอกคนที่บ้าน ก็ต้องตรงจุดนี้แหละ นั่งพักอยู่ดีดี ก็มีคนเดินเข้ามาทักว่าพวกเรามาจากคณะ ICT ศิลปากรใช่มั้ยเขาอยู่คณะการจัดการรุ่นเดียวกัน เรียนวิทยาเขตเดียวกัน จำหน้าพวกเราได้  ก็ตกใจอยู่เหมือนกันว่าจำได้ยังไง...  หลังจากท้องอิ่มแล้วเราก็เริ่มเดินกันต่อตอน 8.30 น. พร้อมคำที่ว่า ค่อยๆ เดินกับเป้าหมายอยู่ที่ ยอดดอยมะม่วงสามหมื่น

        ยิ่งสาย หมอกยิ่งลอยสูงขึ้นมา ระหว่างทางเดินไปยอดสามหมื่น  แทบจะไม่เห็นรอบข้าง  นั่นก็รวมไปถึงเป้าหมายของเราเช่นกัน  เดินแบบไร้จุดหมาย เดินผ่านเนินเขาหนึ่งไปสู่เนินเขาที่สอง และก็จะเจอเนินเขาต่อไปแบบไม่สิ้นสุด  เพราะหมอกทำให้เราเห็นแค่ใกล้ๆ มองไม่เห็นแม้แต่ปลายทาง  แต่ข้อดีของมันคือ แดดส่องไม่ถึงตัวเรา ทำให้ไม่ร้อนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็แลกมากับการที่มองไม่เห็นวิวด้านล่างด้วยเช่นกัน


        หลังจากเดินต่อมาอีกเกือบ 2 ชั่วโมง ก็ขึ้นมาถึงยอดดอยมะม่วงสามหมื่นเสียที แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหมอกลอยสูงขึ้น  ทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย  ท้องฟ้าขาวโพลนอย่างกับสายไหมล้อมรอบเต็มไปหมด  อยากรู้เลยว่าถ้าหากไม่มีหมอก วิวด้านล่างจะสวยขนาดไหน

        ซึมซับกันอยู่สักพักก็ตัดสินใจลงกันดีกว่า  เริ่มเดินลงตอน 10.30 น. หมอกเริ่มจางลงแล้ว ทำให้รู้สึกได้ถึงไอร้อนจากพระอาทิตย์  ยังไม่ทันจะลงมาถึงจุด 15,000 ก็โดนแดดเปรี้ยงใส่ละ พอออกตัวจากจุด 15,000 คือแดดร้อนเลยแหละ  แล้วความสว่างก็ทำให้เห็นทางเดินอย่างชัดเจน  บางจุดนี่ตกใจเลยว่า เมื่อเช้าเรามาทางนี้กันเหรอ  บางจุดคือต้องนั่งลงก่อนแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงไป เพราะขาก้าวไม่ถึง แล้วเมื่อเช้าเราเดินขึ้นมายังไง? แดดร้อนทำให้เราหิวน้ำมากขึ้น  แต่ละคนน่าจะเหลือน้ำแค่ก้นขวดกันแล้ว ความหวังคือเดินกลับไปถึงจุดเติมน้ำที่เราเดินข้ามมา  เดินลงมาถึงจุด 10,000 ที่เมื่อเช้านั่งพักได้อย่างสบาย แต่ตอนนี้คงหยุดได้ไม่นาน เพราะแดดร้อนมาก ถามลูกหาบอีกครั้งว่า จุดเติมน้ำใกล้ถึงหรือยัง ลูกหาบก็บอกว่าต้องลงไปอีก นิ้วเท้าก็เริ่มพอง เข่าก็เริ่มปวดจากการเดินลงแล้วต้องกระแทกตลอด ในที่สุดก็เดินลงมาถึงจุดที่แยกไปน้ำตกรูปหัวใจได้  คิดว่าจุดเติมน้ำได้คงอยู่ตรงนี้แหละ เพราะเมื่อเช้ามันมืด เราเลยไม่เห็น  ถามลูกหาบว่าเราเติมน้ำจากไหนได้บ้าง คำตอบคือ เลยมาแล้วครับ (เอ้า!! เอาอีกแล้วนะ) อาจเป็นเพราะเราแค่ถามว่ามีจุดเติมน้ำมั้ย แต่เราไม่ได้บอกเขาว่า ถึงแล้วให้บอกด้วย เขาก็เลยไม่บอกเรา  แล้วอยู่ดีดีลูกหาบก็วิ่งหายไปในป่า พักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับน้ำเต็มขวดใหญ่ เพื่อเอามาให้พวกเราเติมกัน (ประเสริฐมากคุณลูกหาบ) 

พักจนหายเหนื่อยแล้วก็ลุยกันต่อ  เดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงน้ำตกรูปหัวใจแล้ว ด้วยเวลา 13.40 น. หมดแรง ง่วงด้วย น้ำตกสวยนะ สูงมากด้วย แต่ด้วยความเหนื่อยหรือเปล่าไม่รู้  ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่

        ทุกคนเริ่มเหนื่อยกันละ เลยตัดสินใจกลับกันดีกว่า  เหมือนจะอยู่ไม่นาน แต่ก็ใช้เวลาที่น้ำตกไปเกือบ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียวเชียว  ออกจากน้ำตกตอน 15.30 น. เดินกลับถึงเต็นท์ตอน 16.30 ทางเดินก็ยังคงยากตลอดทาง สรุปแล้ววันนี้เรา ออนทัวร์ ออนทาง ไปประมาณ 12 ชั่วโมง ไม่แปลกใจที่ทุกคนจะเหนื่อยล้า อยากไปแช่น้ำใจจะขาด เนื้อตัวค่อนข้างเลอะเทอะ หิ้วเสื้อผ้าแล้วไปโดดน้ำกัน  อาบน้ำเสร็จเกือบ 6 โมงเย็น ก็มาทำอาหารกินกันต่อ วันนี้อยากได้น้ำหวานมาก เลยไปจัดโค้กขวดใหญ่มา 1 ขวด ราคา 100 บาท  ถ้าเป็นขวดเล็ก 35 บาท (เห็นราคาแล้วน้ำตาจะไหล แต่ก็เข้าใจ) ไว้ลงไปข้างล่างจะซื้อกินให้สะใจเลย  หลังจากกินข้าวเสร็จก็ไปล้างจาน  ปรากฏว่าคืนนี้ฝนตก ต้องกางผ้าใบตอนล้างจานกันเลย  และแยกย้ายเข้านอนตอน 21.00 น. คืนนี้รอบข้างเงียบสนิท เพราะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม กลับกันไปแล้ว ฝนตกทำให้ค่ำคืนนี้เย็นสบาย  โชคดีที่ไม่ตกตอนเดินเมื่อกลางวัน...

----------------------------------------------------------------------------

DAY 3

        ตื่นเช้ามาล้างหน้า แปรงฟัน เข้าครัวทำมื้อเช้ากินกัน เป็นคณะทัวร์ที่ดูมีความชิลล์สุดๆ ในขณะที่เราทำอาหารเช้า นั่งกินกันแบบมื้อจริงจัง  นักท่องเที่ยวคนอื่นก็เดินผ่านเราเพื่อลงจากเขากันแล้ว  กินข้าวเสร็จก็ล้างอุปกรณ์ และเก็บข้าวของกัน  กว่าจะได้ฤกษ์เดินลงก็เกือบเที่ยง เรียกว่าเป็นกลุ่มปิดเลยก็น่าจะใช่  ไม่น่ามีใครเหลืออยู่ข้างบนแล้ว

        เดินลงมาจนถึงจุดลงทะเบียน 13.40 น. ใช้เวลาไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง  รู้สึกดีที่เดินลงมาได้แล้ว แต่ก็เจอเรื่องเซอไพรซ์คือ ขากลับไม่มีรถ ต้องเดินกลับไปที่บ้านเอง  ขามาคือเป็นความโชคดีที่มีรถมาทางนี้พอดี เราจึงติดรถเขามาได้ (น้ำตาไหลรอบที่สอง) แต่ทางกลับเราจะไม่ได้เดินบนทางที่เรานั่งรถมา ลูกหาบพาเดินกลับทางธรรมชาติ ซึ่งผ่านท้องนา ผ่านหมู่บ้านของชาวบ้าน เป็นวิวที่ดีอีกสถานที่หนึ่ง  ซึ่งไม่แน่ใจว่าถ้าหากเรามากับทัวร์ที่เขาจัด จะได้มาแวะทางนี้กันหรือเปล่า เพราะอันนี้ลูกหาบพาเดินเอง


        ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นกันหรือเปล่า แต่เวลาที่เราลงมายังจุดเริ่มต้น แล้วหันหลังกลับไปมองยอดเขา ภาพช่วงเวลาที่เราไปเจอ ภาพที่เราไปเห็น มันจะย้อนกลับมาเข้ามาอยู่ในความคิดตอนนั้นเลย


        ถึงบ้านผู้ใหญ่ตอน 14.10 ผลัดกันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะห้องน้ำมีจำกัด และเก็บของขึ้นรถ ช่วงบ่าย 3 โรงเรียนเลิกพอดี เราก็ได้เห็นเด็กเล็กๆ เดินกรูกันออกมา เป็นภาพที่น่ารักมาก วันที่มาเห็นหมู่บ้านเงียบๆ คนน้อย ไม่คิดว่าเด็กจะเยอะขนาดนี้


        หลังจากเก็บของเสร็จก็ออกเดินทางกันตอน 15.40 น. และแวะกินข้าวที่ร้านเดิม ตรงแม่กลอง จ.ตาก ตอน 17.20 น. เดินเข้าเซเว่นเจอน้ำอัดลมขวดใหญ่ 25 บาท (แต่มันไม่อยากกินแล้วไง! โถ่เอ้ย) พร้อมเดินทางก็ 19.00 น. ยิงยาวจนถึงกรุงเทพตอน 05.20 น. ของอีกวัน

สุดท้าย ทริปดอยมะม่วงสามหมื่นและน้ำตกเปรโต๊ะลอซูก็สิ้นสุดลงด้วยเช้าของวันที่ต้องไปทำงานต่อ  ก่อนเดินทางแทบไม่ได้คิดอะไรเลย  เป็นห่วงแค่เรื่องรองเท้าลุยน้ำ  เพราะไม่เคยไปทริปที่ต้องย่ำน้ำมาก่อน  มันจะไม่สบายหรือเปล่า รองเท้าจะเน่าเหม็นมั้ย ผ่านทริปนี้ไปเหมือนปลดล็อค จากที่ไม่ชอบย่ำลงน้ำ  หลังจากนี้คือลงอย่างมั่นใจ ยังไงก็ต้องเปียก ยังไงก็เน่า  เรื่องของกินที่จะเพิ่มพลังระหว่างเดินทางก็สำคัญ จำพวกขนมปังหรือแครกเกอร์  พกพาง่ายช่วยเพิ่มพลังให้เราได้  สิ่งที่ประทับใจในทริปนี้ คือความชันของทาง และการเดินบนสันเขาที่เคยเห็นแต่ในภาพ ไม่เคยมาเจอกับตาตัวเอง  ทะเลหมอกที่มองเห็นได้กว้างและสูงมาก การเดินเท้าที่ยาวนานตลอดเวลา 12 ชั่วโมงภายในวันเดียว อาจจะระบมไปหน่อย  ส่วนสิ่งที่พลาดก็คงจะเป็นตอนที่มาเขียนบันทึกแล้วเปิดภาพดู มีหลายภาพที่เก็บอยู่ในความทรงจำแต่ไม่ได้ลั่นภาพในเมมโมรี่กล้อง  ตอนอยู่จุดนั้นมันหมดแรง มันนึกมุมถ่ายภาพไม่ออกจริง  ก็เลยรู้สึกเสียดาย  วันเที่ยวเราคิดว่าเราถ่ายภาพมาเยอะมาก แต่หลังจากนั้นมาเปิดดู มีภาพอยู่นิดเดียว  เอ้อและอีกอย่างที่ประทับใจคือลูกหาบ 2 คนชาวกระเหรี่ยง ดูแลดีเลย หุงข้าวให้เราด้วย ดูแลตลอดการเดินทาง ติดตรงที่ไม่เตือนให้เติมน้ำเนี่ยแหละ (ฮ่าๆ) ไม่ให้ถ่ายรูปด้วยนะ  สำหรับคนที่ชอบลุยและธรรมชาติ ที่นี่ก็เป็นอีกที่ที่น่าสนใจ เราจะได้เห็นน้ำตกสายยาวจากด้านบน ไปจนถึงด้านล่างเลย ได้เดินผ่านเมฆหมอก เดินบนสันเขาที่เดินสวนกันก็ลำบากเพราะทางมันแคบ มีวิวสวยให้ถ่ายภาพเพียบ   ออกกำลังกายให้พร้อม แพ็คกระเป๋าให้ดี... ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ... Diary76

ค่อยๆ เดิน

ขาไม่ยาว ก้าวไม่ได้

----------------------------------------------------------------------------

ค่าใช้จ่าย

ค่าทัวร์บ้านเพื่อน                                          -           2,200  บาท

มื้อดึกวันแรก                                                -           60        บาท

เซเว่นก่อนขึ้น                                               -           15        บาท

มื้อเช้า ร้านกาแฟอาโม-อาปา                         -           50        บาท

มื้อเย็น ร้านกาแฟอาโม-อาปา                         -           50        บาท

เซเว่นก่อนกลับ                                             -           39        บาท

กาแฟตอนขับรถกลับ                                     -           15        บาท

รถสองแถว อุทยานประวัติศาสตร์ - บขส          -           30        บาท

รวม                                                            =        2,459  บาท

 

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ

ลูกหาบ คนละ 2,000 (รวม 3 วัน)                   -           4,000 บาท

*** ราคาอยู่ที่ดีลกันเองเลยนะ คิดว่าแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

Diary 02 อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวงสุโขทัย)


Diary 02 อุทยานแห่งชาติรามคำแหง (เขาหลวงสุโขทัย)


ทิ้งทวนลมหวนในปลายปี กับไดอารี่หน้าที่สอง  รอบนี้เราจะไปหาความท้าทายนิดหน่อย  สถานที่ที่เพื่อนหลายคนบอกว่าทางขึ้นยากเอาเรื่อง  ยังไม่ถึงกับต้องสะเทิ้นน้ำ แค่สะเทิ้นบกก็พอ  ภาพหน้าผา โขดหินที่น่าหลงใหลชวนให้ใจอยากไปให้ได้ สถานที่นั้นก็คือ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง เขาหลวงสุโขทัย  เที่ยวง่ายๆ สไตล์ธรรมชาติ ก็ต้องเป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศไทยเนี่ยแหละ ข้อมูลอื่นใดเราไม่มี แค่เก็บแรงเตรียมร่างกายให้พร้อม  ถ้าพร้อมแล้วก็จับกระเป๋าให้แน่นและไปลุยกัน... พักเป็นช่วงๆ ที่เขาหลวงสุโขทัย
การเดินทาง  เดินทางโดยรถทัวร์  โดยขึ้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 (จตุจักร)  จุดหมายปลายทางอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.สุโขทัย  ระยะทางกว่า 420 กิโลเมตร  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง
ช่วงเวลา  22 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ทำไมถึงเป็นที่นี่?  คำตอบก็ไม่รู้สินะ โจทย์คือหาที่ที่ไม่ไกลมาก  คนไม่มีรถส่วนตัวสามารถเดินทางได้  บวกกับได้ยินเพื่อนหลายคนพูดถึง  มันก็น่าไปอยู่นะ  อยากไปให้รู้ว่าเราจะไหวหรือเปล่า  รอแก่เดี๋ยวกระดูกจะไม่ไหวเอา  ส่วนเรื่องการเดินทาง เราก็โทรจองรถทัวร์กับ สุโขทัยวินทัวร์  จองแบบจ่ายเงินหน้าตู้พร้อมรับตั๋วในวันเดินทาง  ส่วนขากลับก็จองเอาไว้ก่อนเลย จะเปลี่ยนแผนก็ได้ เราแค่โทรไปยกเลิกก่อนวันเดินทางได้...  


ถึงวันเดินทาง  ทุกคนก็มารวมตัวกันก่อนขึ้นรถ รับตั๋วหน้าตู้และนั่งรอ รอ รอ เวลา..  นั่งคุยกันอยู่ในอาคารขนส่งอยู่ดีดี  ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 3-4 คน  เดินมาล้อมผู้หญิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไป  สงสัยกันใหญ่ว่ามีเรื่องอะไรกัน  พอผู้หญิงเปิดกระเป๋าของตัวเองให้เจ้าหน้าที่ดู  ผมนี่ถึงกับอึ้ง!! (พาดหัวข่าวแรงไว้ก่อน)  ข้างในกระเป๋ามีมีดเต็มไปหมดเลยร่วมสิบๆ เล่มได้  แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรนะ  เจ้าหน้าที่ก็คงซักถามและมีการเตือนอะไรไปด้วย
ถึงเวลารถออก 22.30 น. รถก็ออกตรงเวลานะ  ภายในรถมีช่องเสียบ USB ให้ชาร์จได้  ที่นั่งก็ไม่คับแคบ ระหว่างทางมีจอดแวะหนึ่งครั้งให้ลงไปกินข้าวต้มมื้อดึกด้วยอะ และก็หลับจนถึงสุโขทัย..

----------------------------------------------------------------------------

DAY 1


ถึงสถานีขนส่งสุโขทัยประมาณ 04.30 น. คนไม่เยอะจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้เลย เพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล  ตอนเช้ามีรถรับจ้างอยู่ 2-3 คันมาคอยรับลูกค้าที่ต้องการรถเหมา  ส่วนเราติดต่อล่วงหน้าไว้แล้ว  ลุงแกก็มารอรับเลยนะ แต่ก่อนจะตรงไปที่อุทยานฯ ขอให้เขาแวะไปที่ตลาดก่อน  เดินขึ้นเขามันจะต้องมีเสบียงไง  ต้องตุนกันเอาไว้  ตลาดมีขายพวกข้าวเหนียว ไก่ทอด ไก่ย่าง หมูทอด บอกก่อนว่าข้าวเหนียวที่นี่อร่อยมาก นึ่งมากำลังร้อนเลยช่วงเช้า  ส่วนของสดก็มีเผื่อคนที่ต้องการนำขึ้นไปประกอบอาหารข้างบนค่ายพักก็ได้  แต่พวกเรามันกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่สันทัดเรื่องทำอาหารก็ขอซื้อเป็นข้าวเหนียวไก่ทอดไปละกัน  ระหว่างทางผ่านมี 7/11 นะ  ใครขาดเหลืออะไรก็แวะได้
พอไปถึงอุทยานฯ ก็จ่ายค่ารถ 700 บาท  ลุงแกก็ขายเก่งงงง!!  จะให้เราดีลขากลับไว้ด้วยเลย พร้อมจ่ายมัดจำ 200 บาทก่อน  เขาก็บอกถ้าไม่จองไว้ก่อน พรุ่งนี้ลุงไม่ว่าง จะไม่มีรถกลับนะ จองดิรออะไร  ตกเป็นเหยื่อการตลาดโดยสมบูรณ์
ถึงทางเข้าอุทยานฯ  เราก็ต้องรอที่ทำการอุทยานฯ เปิดนะครับ  เวลาทางการก็ 8.00 น.  เพราะเราจะต้องไปชำระค่าเข้า และเช่าอุปกรณ์การนอนกันที่นั่น  ระหว่างรอเราก็ได้คุยกับพี่เจ้าหน้าที่  พี่เขาก็ถามว่ามาจากไหน เดินทางมายังไง  เขาบอกว่าเราสามารถใช้บริการรถรับส่งจากสถานีขนส่งสุโขทัยมาที่อุทยานฯ ได้นะ  ราคา 600 บาท!! ห๊ะ!! แค่ 600 บาท  ในใจนี่หน้าลุงขับรถลอยขึ้นมาเลย  เอาเป็นแจ้งให้ทราบเลยว่า นักท่องเที่ยวสามารถโทรเหมารถรับจ้างจากสถานีขนส่งสุโขทัยมาที่อุทยานฯ ได้นะ  ราคา 600 บาท  หาเพื่อนได้เยอะก็หารกันถูกหน่อย


พอถึงเวลา  ทุกคนก็ไปยืนต่อแถว ทั้งชำระค่าเข้าอุทยานฯ และเขียนใบเช่าอุปกรณ์  ที่นี่จะให้เขียนใบว่าเราต้องการเช่าอุปกรณ์อะไรบ้าง จำนวนกี่ชิ้น  ชำระเงินด้านล่าง แล้วนำใบไปเบิกอุปกรณ์ที่จุดพักแรมด้านบน  และก็จะมีค่ามัดจำขยะพร้อมให้ถุงดำเรามาใบนึง  เอาไว้ใส่ขยะที่เราใช้และหิ้วลงมาในวันที่ลงด้วย เพื่อมารับเงินมัดจำคืน  สุดท้ายอย่าลืมปั๊มสมุดพาสปอร์ทด้วยนะ
ถัดจากที่ทำการอุทยานฯ เข้าไปจะมีร้านค้าสวัสดิการ  นักท่องเที่ยวสามารถไปรับประทานอาหารตามสั่ง หรือจะซื้อวัตถุดิบ อาหารแห้ง น้ำ ขึ้นไปกินได้ด้วยนะ
ต่อไปก็ถึงช่วงจองลูกหาบกัน  พี่ๆ ลูกหาบจะมากันหลายคนเลย  ใครที่ต้องการใช้บริการก็ให้นำสัมภาระมาวงกองรวมกันเพื่อชั่งน้ำหนัก  ค่าจ้างก็กิโลกรัมละ 25-30 บาทเนี่ยแหละ จำราคาไม่ได้  ลูกหาบแต่ละคนจะคำนวณเอาเองว่าตัวเขาไหวเท่าไหร่  ที่สำคัญคือจำหน้าพี่เขาเอาไว้ดีดีนะ เพราะเราต้องไปเจอเขาด้านบนและจ่ายค่าลูกหาบด้านบน  ไม่มีการเดินรอกันแน่นอน 



เริ่มเดินทาง!! ประมาณ 8.30 น.  ประตูทางเข้าก็จะประมาณนี้  ยังไม่ได้ทันได้เตรียมตัวใดๆ ทางก็เริ่มยาก  เข้าไปได้แค่ 600 เมตรก็ต้องขอนั่งพักรอบแรก  แค่นี้น้ำดื่มที่เตรียมมาก็หมดไปครึ่งขวดละ  แต่ไม่ต้องห่วง ตลอดทางจะมีจุดเติมน้ำธรรมชาติที่ทางอุทยานฯ จัดเก็บใส่ถังเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กดกัน  หากไม่รังเกียจก็ลองดูได้


เดินมาถึง มออีหก ก็เป็นจุดที่พวกเราพักกันอีกรอบ  ถึงเวลาต้องเอาเสบียงออกมากินกันหน่อยละ  นั่งกินสักพักก็เจอพี่ลูกหาบของเราเดินแบกกระเป๋านำเราไป  บอกพี่เจอกันข้างบนเลย เดินต่อไปอีก 200 เมตรก็จะเจอกับอีกหนึ่งจุดพักคือ จุดชมวิว  นั่งพักอีกแปปหนึ่ง  ทริปนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพเลย แค่เดินอย่างเดียวก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรละ  ในหัวคิดวนหลายรอบมากว่าทำไมไม่ฝากกล้องกับพี่ลูกหาบไปนะ  เดินลึกเข้าไป ยิ่งระยะทางเริ่มมาก  ผู้คนก็เริ่มเบาบาง  ใครเดินเร็วก็นำไปข้างหน้า ใครเดินช้าก็อยู่ห่างออกไปข้างหลัง  เดินไปเรื่อยๆ เหมือนมีอยู่กันแค่พวกเรา  ไม่รู้ว่าเดินนำ หรือโดนทิ้ง


ต้นไทรงาม กิโลเมตรที่ อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงค่ายพักแรม


ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงค่ายพักแรม  ตอน 11 โมงกว่าๆ  ใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิดนี่หว่า  หรือเรารีบเดินกันมากเกินไป?  แต่ถือเป็นเรื่องที่ดี  เพราะการเดินทางในวันนี้ยังไม่จบแค่ค่ายพักแรม  มีอีก 3 ยอดเขารอเราอยู่  ขึ้นมาถึงก็รีบไปหาพี่ลูกหาบก่อนเลย พี่แกชิ่งหนีไปกลางทางแล้วหรือเปล่านะ  (หยอกๆ)  พี่ลูกหาบแกก็จะมานั่งรอที่ร้านค้าสวัสดิการด้านบน  รอนักท่องเที่ยวเดินต๊อกๆ ตามขึ้นมา  เมื่อเราชำระค่าบริการเรียบร้อย  ก็ติดต่อรอบขาลงของพรุ่งนี้เอาไว้ด้วยเลย  ดูทรงแล้วไม่น่าแบกกันเองหมดไหว  หลังจากนั้นก็เอาใบเช่าอุปกรณ์ให้พี่เจ้าหน้าที่เพื่อรับอุปกรณ์นอน และไปหาที่ชอบๆ ในการลงหลักปักฐานกัน


หลังจากกางเต็นท์เรียบร้อย  ทุกคนก็แยกย้ายไปอาบน้ำก่อนจะมากินข้าวเที่ยงกัน  สำหรับร้านค้าสวัสดิการที่ด้านบนมีของยังชีพขายอยู่นะ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำเปล่า ขนมขบเคี้ยว  หรือใครต้องการปรุงอาหาร  ทางอุทยานฯ ก็มีเตาให้เช่า  มีขายน้ำมันสำหรับทำอาหาร เครื่องปรุงรสต่างๆ ก็มีนะ  แต่เนื้อสดอาจจะต้องหามาเอง  ส่วนเรื่องราคาก็สมเหตุสมผลนะ บวกค่าแบกของขึ้นมาจากข้างล่างหน่อย
มื้อเที่ยงวันนี้ก็กินของที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้า  หลังจากกินเสร็จก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย  ให้ได้พักผ่อนเอาแรงก่อนจะลุยกันต่อ  นอนสิครับรออะไร...


พักผ่อนได้ที่ละ เริ่มออกเดินทางกันตอน 14.30 น.  ทางเดินชมเขามันจะเป็นเส้นเหมือนวงกลมที่เชื่อมจุดค่ายพักแรม 2 ฝั่ง  โดยจุดชมพระอาทิตย์ตกคือ ยอดเขาพระแม่ย่า  เราจึงวางแผนไป ยอดเขาเจดีย์เป็นอันดับแรก ตามด้วยยอดเขาภูกา และไปปิดท้ายที่ยอดเขาพระแม่ย่า ก่อนจะกลับมาที่ค่ายพักแรมอีกฝั่ง
** ที่จริงสามารถดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาภูกาก็ได้  แต่เนื่องจากหลังพระอาทิตย์ตก ทางเดินจะมืด  ยอดเขาพระแม่ย่าจะอยู่ใกล้กับที่พักมากกว่า  หากไปดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาภูกา  ระยะทางจะไกลมาก ทำให้อาจเกิดอันตรายได้  ไม่ค่อยแนะนำ


ออกเดินทางมาที่ยอดเขาเจดีย์ก็จะมองออกไปเห็นอีกสองยอดเขา  และก็จะเห็นจุดค่ายพักแรมของเราด้วย  เดินต่อก็จะเจอทางแยก...


ลังเลมั้ยละ ยอดเขาภูกาอีก 1,000 เมตร แต่ ยอดเขาพระแม่ย่าแค่ 240 เมตรเองนะ แล้วถ้าไปกลับก็ 2,000 เมตรเลย  เมื่อเช้าเพิ่งจะเดินขึ้นกันมา 3 กิโลเมตรกว่าๆ  ....  ถ้าไม่ไปมันก็จะไม่รู้ไงว่าเป็นยังไง  เวลายังพอมีเหลือก่อนพระอาทิตย์ตก รีบจ้ำกันไป


ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่  คนก็ดูน้อยลงทุกที  ตอนอยู่ที่ค่ายพักแรม  นักท่องเที่ยวก็ดูเยอะนะ  ทำไมทางที่เราเดินมาถึงไม่มีคนเลย  เริ่มลังเลกัน  ทางเดินก็ดูจะไม่เหมือนทางไปต่อเสียเท่าไหร่  เวลาก็จวนเจียนแล้วไง  ข้างหน้าอีกไกลขนาดไหนก็ไม่รู้  .............. แต่เอาหน่อยเว่ย!!  มาถึงขนาดนี้ละ จะอีกไกลสักแค่ไหนกันเชียว  ซึ่งจุดที่ลังเลกัน เดินขึ้นมาอีกนิดเดียวก็ถึงยอดภูกาละ  ถ้าถอดใจตอนนั้นแล้วเดินกลับคงเสียดายแย่


           เหยย...มันสวยจริง  รอบๆ ตัวเราเกือบจะ 360 องศาคือจะเห็นเป็นป่าด้านล่างกว้างและสูงมาก  มีโขดหินให้ขึ้นไปนั่งหล่อๆอยู่  ตอนอยู่ข้างล่างก็ไม่รู้สึกอะไรนะ  แต่พอจะให้ขึ้นไปยืนบนโขดหินที่สูงขึ้นจากเดิมไม่ถึงเมตร  มันหวั่นใช้ได้เลย  ขึ้นไปยืนแล้วไม่กล้าขยับเยอะอะ  หินที่พวกเราไปนั่งไม่ได้เสี่ยงอันตรายใดๆ เพราะมีพื้นที่รอบๆกว้างมาก  แต่จะมีอีกจุดนึงที่ดูจะอันตราย  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบไปถ่ายรูปกัน  เราขอแค่นี้ก็คงพอ  ความสวยถือว่าคุ้มค่าที่เดินมา แต่แดดแรงไปหน่อย  เลยอยู่ได้ไม่นาน  รีบไปยอดเขาพระแม่ย่าต่อ  กลับละจ้า!!
           เดินมาถึงยอดเขาพระแม่ย่าก็เจอผู้คนเยอะหน่อย  เหมือนทุกคนน่าจะมารอดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี่  ค่อยอุ่นใจที่ไม่ได้มาผิดที่ผิดทางแน่นอน  มาถึงก็จับจองบริเวณที่จะนั่งดูแสงสุดท้ายของวันนี้กัน  จากการหาข้อมูลมา  วันนี้พระอาทิตย์จะตกเวลา 17.30 น. พอถึงเวลาพระอาทิตย์ก็เริ่มเคลื่อนตัวลง  ทุกคนเฝ้ารอคอยเพื่อดูพระอาทิตย์ตกที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว



หลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ทุกคนก็เริ่มทยอยเดินกลับที่พักกัน  พอสิ้นแสงอาทิตย์  ความเย็นก็เข้าปกคลุมทันที  ดีที่ระยะทางไม่ค่อยไกลมาก  ทำให้เราเดินกลับถึงเต็นท์ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท  พอถึงเต็นท์ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ และมากินมื้อเย็นกัน
อากาศเย็นๆ แบบนี้  พวกเราเลยไปจัดมาม่าจากร้านค้าอุทยานฯ คนละถ้วย  บวกกับน้ำอัดลมคนละกระป๋องให้ชื่นใจ  หลังจากกินเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย


ที่นี่มองไม่ค่อยเห็นดาวสักเท่าไหร่ เพราะแสงไฟจากแคมป์ค่อนข้างเยอะ อีกอย่างที่จะบอกคือที่นี่สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยมีนะ ก็อยู่กับธรรมชาติแหละ  ถึงเวลาต้องไปนอนซะที  โดยพรุ่งนี้หวังว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขานารายณ์ด้วยกัน  ว่าแล้วก็แยกย้ายเข้านอน.... กู๊ดไนท์ทุกคน เจอกันพรุ่งนี้

                   ----------------------------------------------------------------------------


DAY 2

ตื่นมาตอนเช้า  ออกมานอกเต็นท์ เจอลมหนาวเข้าไป  เหมือนจะทนไม่ไหวจนต้องกลับไปนอนต่อ....  เป็นความเสียดายสุดที่ไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น  เลยไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นกลับมาฝาก  ตื่นจริงจังอีกทีก็ 8.00 น. นู่นเลย


        พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว  เลยไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่  ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน  ก็มานั่งคุยกันก่อนว่าวันนี้เราจะมีแพลนอย่างไรกัน  ทางแรกคือกลับกรุงเทพฯเลย โดยขึ้นรถรอบบ่าย ถึงกรุงเทพฯ ก็ประมาณค่ำๆ  กับทางเลือกที่สองก็คือไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยก่อน แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถรอบ 22.00 น. เหมือนขามา  คิด คิด คิด...ไม่ได้มีโอกาสมาบ่อยอะ  มาครั้งนึงก็ไปให้ไกลหน่อยละกัน  กว่าจะวางแผนออกมาเที่ยวกันได้  เลยตกลงกันว่าจะไปลุยต่อ  เราจึงเก็บข้าวของ เก็บเต็นท์ นำอุปกรณ์ที่เช่าไปคืนเจ้าหน้าที่  และที่ขาดไม่ได้คืออย่าลืมเก็บขยะใส่ในถุงดำที่เจ้าหน้าที่ให้มาด้วย  นำไปช่างน้ำหนักกับเจ้าหน้าที่ แล้วพี่เขาจะเซ็นใบรับรองให้  และเราก็นำลงไปทิ้งข้างล่าง  ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้เงินประกันค่าขยะคืน


เมื่อนำขยะไปช่างน้ำหนักเรียบร้อย  ตรงจุดนั้นก็จะมีพี่ๆ ลูกหาบมารอรับสัมภาระของนักท่องเที่ยวลง  เราก็ติดต่อกับพี่คนเดิม  ตกลงกันได้แล้วก็แยกย้าย  ลงไปเจอกันอีกทีข้างล่าง  เริ่มเดินทางกันได้เลย  ขาลงคงจะง่ายๆแหละ   แต่ต้องคิดใหม่เลย  เพราะอาการล้าจากเมื่อวาน  ทำให้การลงเขาในวันนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด  บวกกับเวลาลงเราต้องลงน้ำหนักมากกว่าขาขึ้น  ทำให้ต้องเกร็งตลอดทาง  อาจจะไม่ต้องต้านแรงโน้มถ่วงเท่าตอนขาขึ้น แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจเกินไป ก็กลิ้งลงเขาได้เหมือนกันนะ
เดินมาถึงด้านล่างก็ 11 โมงกว่าได้  พี่ลูกหาบก็มานั่งรอเหมือนเดิม  เราก็ไปรับของ และนำขยะไปขอรับค่ามัดจำคืนที่สำนักงานอุทยานฯ  หลังจากนั้นเราก็แวะไปนั่งพักกันที่ร้านค้าสวัสดิการ  ที่นี่มีอาหารตามสั่งขายด้วยนะ น้ำเปล่า น้ำอัดลมก็มีในราคาปกติ  ส่วนห้องน้ำก็จะอยู่แถวลานจอดรถ  มีห้องอาบน้ำให้เราไปอาบน้ำได้หลังจากเดินลงเขามา  เมื่อเราอาบน้ำกันเสร็จก็ติดต่อลุงคนเมื่อวานให้มารับเรา  ไอระหว่างที่รอเนี่ยแหละ  เราก็เจอนักท่องเที่ยวคนอื่นเข้ามาถามว่า  สนใจจะไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยหรือเปล่า  พวกเขาหาคนแชร์ค่ารถไปด้วยกัน  ติดที่เราดีลกับลุงคนขับไปที่สถานีขนส่งละไง  ถ้าใครที่แวะมาเที่ยว  จะมีแพลนคนแปลกหน้าแบบนี้อยู่นะ  หารค่ารถแชร์กับเขาได้  อันนี้แนะนำๆ
พอถึงสถานีขนส่งสุโขทัย เราก็ไปติดต่อกับที่ขายตั๋วเอาไว้เลยว่ารอบเดิม รอบ 22.00 น. แต่เดี๋ยวเราจะไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยก่อน  ที่นี่จะมีรถประจำทางที่เราสามารถไปลงที่หน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้  ว่าแล้วก็ไปกันเลย  รถแบบหวานเย็นมาก  เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่ง  นี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการเที่ยวแบบรถสาธารณะ  ได้พูดคุยกับผู้คนที่เจอระหว่างทาง  ชาวต่างชาติคนนั้นอายุ 20 ต้นๆ เอง แต่มาเที่ยวต่างประเทศแบบ 2-3 อาทิตย์  แล้วก็ไม่ได้ไปแค่ประเทศเดียวด้วย
ลงรถที่หน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย  เราก็ต้องหาร้านเช่าจักรยานกัน  ถ้าเดินท่ามกลางแดดร้อนๆ แบบนี้  น่าจะแห้งอยู่ที่นี่  เช่าจักรยานเราสามารถใช้ได้ทั้งวัน  เป็นราคาเหมาจ่าย  เมื่อได้จักรยานมาแล้ว  เราก็ไปหามื้อเที่ยงกินกันก่อน  เพราะตั้งแต่เช้าก็ยังไม่ได้กินอะไรกันเลย  มาถึงสุโขทัยแล้วทำไมเราจะไม่กิน ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ละ?  


            ท้องอิ่มแล้วก็เข้าอุทยานฯ กันเลย  ที่นี่ค่อนข้างกว้างมาก  แต่คนไม่ค่อยเยอะ  อาจจะเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล  ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ  เหมือนไปเมืองโบราณนั่นแหละ  ดูโบราณสถานในสมัยก่อน  มีหลายจุดเลยเป็นวัดเก่า  แต่จะมีอีก 3 โซนที่อยู่รอบๆ ตัวอุทยานฯ ซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าเพิ่ม  เพราะเป็นคนละส่วนกัน  เราจึงไม่ได้ไป  ปั่นจักรยานวนไปเจอกับร้านนวดแผนไทยด้วย ปวดเมื่อยจ้า จัดไปชั่วโมงนึง  และที่ด้านหลังอุทยานฯ  ที่เป็นลานจอดรถ  จะมีโซนร้านอาหารและจุดขายของฝาก  




            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว  เผลอแปปเดียวก็เย็นเสียแล้ว  ก็ไปหาข้าวเย็นกินกันก่อนที่จะเดินทางกลับ  เป็นร้านอาหารตามสั่งแถวๆ ด้านหน้าอุทยานฯ  กินเสร็จก็เอาจักรยานไปคืนและขึ้นรถประจำทางกลับไปที่สถานีขนส่งสุโขทัยเหมือนเดิม  ขากลับก็เจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 2 คนที่มาเที่ยวประเทศไทย  แนวทางคล้ายๆ กับคนที่เจอขามา คืออายุ 20 ต้นๆ แต่เก็บเงินและเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 2 อาทิตย์  เลยย้อนนึกกลับไป ตัวเองในตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องเที่ยวเลย  แค่เรียนให้จบก็พอแล้วอะ
            กลับมาถึงที่สถานีขนส่งสุโขทัยก็ไปรับตั๋วที่จองเอาไว้  เหลือแต่นั่งรอเวลารถมา  ระหว่างรอก็เจอลุงที่ขับรถรับส่งเราคอยรอรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเลยนะ  พอรถทัวร์ของเรามาก็กลับกรุงเทพฯอย่างปลอดภัย รุ่งเช้าไปทำงานต่อ  เป็นอันจบทริป...  พักเป็นช่วงๆ ที่เขาหลวงสุโขทัย


                 ทริปนี้นับว่าผ่านไปได้อย่างราบรื่น  ก่อนเที่ยวกังวลหลายอย่าง  จะเดินไหวมั้ย?” ไปแล้วจะมีของกินหรือเปล่า?” ของที่เตรียมไปพร้อมหรือยัง?สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านด้วยดี  มีก็แต่ที่ไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนั่นแหละที่พลาด  ประทับใจและตื่นเต้นกับทางขึ้นเขาที่ยาก  แต่เราก็ไปพิชิตมาได้  นี่สินะ ที่สุภาษิตว่าไว้ ความลาดชันพิสูจน์ขา กาเวลาพิสูจน์คน(เอ๊ะ ใช่เหรอ!?) กับอีกอย่างคือทิวทัศน์บนยอดเขาภูกา  เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิวแบบนั้น  บรรยากาศสวยๆ ที่ไม่ต้องไปไกล เพราะที่ไทยเราก็มี  แถมราคาแค่แงะกระปุกเท่านั้น  แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล  ถ้ารักการท่องเที่ยวสายธรรมชาติแล้วจะรออะไร...  ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ... Diary76

ค่าใช้จ่าย
รถทัวร์ขาไป                                                      -           395     บาท
รถทัวร์ขากลับ                                                   -           395     บาท
ค่ารถกระบะ บขส. - อุทยานแห่งชาติ                  -           175     บาท   (700 / 4)
ค่าอาหารมื้อเช้า - กลางวัน                                -           100     บาท โดยประมาณ
ค่าเข้าอุทยาน                                                   -           40        บาท
ค่าอุปกรณ์ (เต็นท์ , เบาะรองนอน , ถุงนอน)       -           92.5    บาท   (370 / 4)
ลูกหาบขึ้น                                                       -            137.5  บาท   (550 / 4)
มื้อเย็น + น้ำดื่ม                                               -            70        บาท
ลูกหาบลง                                                       -            116.25 บาท  (465 / 4)
ค่ารถกระบะ อุทยานแห่งชาติ  - บขส.                -            175     บาท   (700 / 4)
รถสองแถว บขส. - อุทยานประวัติศาสตร์           -            30        บาท
มื้อเที่ยง                                                          -            30        บาท
เช่าจักรยาน                                                     -            30        บาท
ค่าเข้าอุทยานประวัติศาสตร์ + จักรยาน            -            30        บาท
มื้อเย็น                                                            -            73.33  บาท   (220 / 3)
รถสองแถว อุทยานประวัติศาสตร์ - บขส            -           30        บาท
รวม                                                   =          1,919.58       บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ
อัตราค่าเข้าบริการอุทยาน
            -           ผู้ใหญ่                                                  20        บาท
            -           เด็ก / นักศึกษา                                     10        บาท
            -           รถยนต์ 4 ล้อ                                        30        บาท
            -           รถยนต์ 6 ล้อ                                       100     บาท
            -           รถจักรยานยนต์                                    20        บาท
            -           ค่าสถานที่กางเต็นท์ / คน                      30        บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์
            -           แผ่นรองนอน                                        20        บาท
            -           ถุงนอน                                                30        บาท
            -           เสื่อ                                                      20        บาท
            -           ผ้าห่มหนา                                            30        บาท
            -           เต็นท์ (สำหรับ 2 คน)                           150     บาท
 -           เต็นท์ (สำหรับ 3 คน)                           225     บาท
 -           เต็นท์ (สำหรับ 6 คน)                           600     บาท

ค่ามัดจำขยะ (ได้คืนตอนกลับ)                           200     บาท

*** ราคารถเหมาอาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร ทั้งนี้ลองเจรจากับผู้รับจ้าง
*** รถเหมาของอุทยานฯ ราคา 600 บาท

Page : https://www.facebook.com/Diary76