Diary 03 ดอยมะม่วงสามหมื่น
และ น้ำตกเปรโต๊ะลอซู
ห่างหายจากสมุดเล่มนี้ไปนาน ฝุ่นอาจจะเกาะนิดหน่อย
แต่สุดท้ายก็ได้กลับมาจดบันทึกอีกครั้งกับไดอารี่บทที่สาม แต่รับรองว่าครั้งนี้จะต่างจากสองบทแรกอย่างแน่นอน
เพราะรอบนี้ เราจะพาทุกคนไปแตะก้อนเมฆกัน รวมไปถึงที่อาบน้ำ (เกือบ) ส่วนตัวที่สามารถโดดลงไปเล่นได้ทุกเวลา และการได้ใส่รองเท้าย่ำน้ำ
ลุยโคลนตลอดการเดินทาง ถ้าพร้อมจะเปียกแล้วละก็..
แพ็คกระเป๋าให้พร้อมและไปเหนื่อยกัน... “ชุ่มชื่น ที่ดอยมะม่วงสามหมื่นกับน้ำตกเปรโต๊ะลอซู”
การเดินทาง เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ปักหมุดที่ หมู่บ้านกุยเลอตอ จ.ตาก ระยะทางประมาณ
722 กิโลเมตร
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 14 ชั่วโมง (รวมพักรถ)
ช่วงเวลา 11 – 14 กันยายน พ.ศ. 2563
ถามว่าทริปนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? มันเกิดจากที่เราไปเห็นโพสหนึ่ง เป็นภาพน้ำตกสูงและการเดินบนสันเขาที่มองลงไปผืนป่ากว้างใหญ่ จินตนาการว่ามันจะต้องสวยแน่ เลยแชร์โพสออกไป ปรากฏว่ามีเพื่อนมาเห็นก็เลยชวนเราไปแปะด้วยกัน อย่างที่บอกว่าการไปครั้งนี้คือเราไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลด้วยตัวเอง แต่ไปกับเพื่อน ทำให้ค่าใช้จ่ายบางอย่าง อาจแจงได้ไม่ละเอียด ถ้าไปดูรีวิวอื่นๆ อาจจะเห็นว่าเขาจับกลุ่มกันไปกับทัวร์ ราคาก็จะอยู่ที่ 3,400 – 4,000 บาท แล้วแต่แต่ละทัวร์จะคิด แต่พอเราจัดไปกันเอง ราคามันก็จะถูกลงแบบมากๆ ค่าเสียหายครั้งนี้อยู่ที่ 2,200 บาท อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับทัวร์ เพราะเราจะช่วยกันทำ ช่วยกันเที่ยว ส่วนถ้าถามว่าได้อะไรบ้างนั้น นั่งลงก่อนสิ เดี๋ยวเราจะเล่าให้ฟัง...
ตกดึกแวะพักรถและหาข้าวกินกันตอน 22.00 น.
แต่อย่าถามว่าตอนนั้นอยู่ที่ไหน เพราะหลับมาตลอดทาง กินเสร็จก็เดินทางต่อ รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว อยู่ที่แม่กลอง อุ้มผางตอน 8 โมงเช้า แวะกินข้าวเช้ากันที่ ร้านกาแฟอาโม-อาปา
บริเวณนั้นมีตลาดและเซเว่นด้วย
ขับรถอีกประมาณ 70 กิโลเมตร จะถึงเป้าหมายคือหมู่บ้านกุยเลอตอ ระหว่างทางผ่านจะเจอทางเข้าน้ำตกทีลอซูก่อน
ส่วนเรานั้นต้องขับต่อไปอีก ถนนหนทางช่วงนี้จะเป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ ขับเร็วๆ ก็มีกระเด้งกระดอนกันทั้งคันรถ
มาถึงหมู่บ้านกุยเลอตอตอนประมาณ 10 โมงเช้า หมู่บ้านเงียบมาก เราก็นำของลงจากรถ อาบน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้าที่บ้านได้ก่อนจะเริ่มเดินทาง ส่วนลูกหาบพวกเราก็ติดต่อเอาไว้ 2 คน เอาไว้หาบสัมภาระของใช้ส่วนกลาง พวกอุปกรณ์ทำอาหาร อีกอย่างคือลูกหาบก็จะคอยดูแล นำทางเราตลอดจนถึงวันเราลงจากดอยเลยทีเดียว ลูกหาบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ที่นี่นั่นเอง เรื่องสัญญาณโทรศัพท์นั้น... ไม่มีตั้งแต่เดินทางมาแล้ว สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังมีอยู่ การติดต่อกับลูกหาบก่อนหน้านี้ก็ผ่านทางไลน์ ไม่ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ และที่น่าแปลกใจอีกอย่างคือที่นี่มีรถ Kerry มาส่งถึงด้วยนะ ใครสั่งพัสดุก็ถึงแน่นอน พร้อมแล้วก็เริ่มเดินกันเลย...

ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงจุดกางเต็นท์ เวลา 15.00 น. เป็นลานไผ่กว้างมากๆ คิดว่ารองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นร้อยเต็นท์เลยนะ เราก็เดินหาที่ที่จะกางเต็นท์สำหรับ 5 หลังได้ แต่เต็มไปหมดแล้ว เพราะส่วนใหญ่จะมาก่อนเราหนึ่งวัน และเราก็ขึ้นมาถึงช้าด้วย ส่วนลูกหาบนั้นหายไปเลย เดินตามหลังอยู่ดีดี เราเลยนั่งพักกันก่อน พอลูกหาบขึ้นมาถึง เขาบอกว่าได้จองจุดกางเต็นท์ไว้ให้เราแล้ว ก็พาเราไป ปรากฎว่าจุดยุทธศาสตร์ของเราก็คือตรงทางที่ขึ้นมาแล้วเจอเลยนั่นแหละ ถึงก่อนชาวบ้าน แต่ก็จะห่างจากลำธารมากที่สุดเช่นกัน
หลังจากกินเสร็จก็สองทุ่มกว่า ช่วยกันทำความสะอาดจานชามก่อน
ทิ้งไว้มันจะเน่าเอา
ที่ล้างจานของที่นี่ก็คือเป็นก๊อกน้ำเฉยๆ
ตรงพื้นก็จะเหมือนไม้ไผ่ที่เขาตัดมาวางลงไปในดิน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องวางจานชามบนดินโดยตรง ส่วนห้องน้ำก็สร้างกำแพงด้วยไม้ไผ่
มีหลังคา ด้านในเป็นส้วมแบบนั่งยองที่อยู่บนพื้นปูนสูงขึ้นมาหน่อยนึง เรียกว่าธรรมชาติก็ได้อยู่
พอล้างจานเรียบร้อย เกือบจะเข้าเต็นท์นอนละ น้าที่อยู่เต็นท์ข้างๆ ก็เดินมาคุยด้วย ชวนพวกเราไปดูมายากลที่แกจะเล่น เราก็เห็นว่ายังมีเวลา เลยเดินไปนั่งดูแกเล่นสักหน่อย ตรงที่แกนั่งอยู่เป็นหลังคาไม้ไผ่ที่ก่อขึ้นมาอย่างดี ไม่ใช่ที่โล่งแจ้ง คิดว่าชาวบ้านน่าจะทำขึ้นมาสำหรับทัวร์ใหญ่ น้าแกก็เป็นเหมือนผู้จัดทัวร์เจ้าประจำ แกเล่าว่าขึ้นมาที่นี่หลายรอบแล้ว รู้จักชื่อลูกหาบหลายคน ซึ่งก็มานั่งสังสรรค์กับแก ลูกหาบเราก็เป็นหนึ่งในนั้น และก็มีลูกทัวร์แกนั่งกินข้าวและรอชมการแสดงของแกอีก 10 กว่าคน แกชวนกินชวนดื่มอยู่ เสียดายที่พรุ่งนี้เช้าพวกเราต้องรีบตื่นกัน เลยคิดว่าคืนพรุ่งนี้ค่อยมาสังสรรค์ใหม่ แต่เสียดายที่คณะทัวร์แกมาก่อนเราวันนึง และกำลังจะลงวันพรุ่งนี้แล้ว ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องขอตัวกลับไปพักผ่อน
อีกอย่างคือ ที่นี่ไม่จำกัดเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะไม่ใช่อุทยานแห่งชาติ ขนาดลูกหาบยังชวนพวกเรากินเหล้าต้มที่พวกเขาทำกันเองด้วยเลย บรรยายสรรพคุณว่าไปหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้นะ มีแค่ที่นี่ที่เดียว
ตื่น 3.20 กว่าจะล้างหน้า แปรงฟันและได้ออกเดินทางตอนเกือบ 4.00 มืดมากตอนนี้
ลูกหาบทั้งสองคนก็ตื่นและเป็นคนนำทางให้พวกเราทั้ง 6 คนด้วยเช่นกัน อากาศไม่ถึงกับหนาว แต่ก็มีความเย็นของมัน สิ่งสำคัญคือไฟฉายคาดหัว เพราะเราเริ่มเดินตั้งแต่ยังไม่มีแสง และบางครั้งเราอาจจะต้องใช้มืดในการจับต้นไม้
ไฟฉายถืออาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่
อีกอย่างที่สำคัญตลอดการเดินคือน้ำดื่ม
เดินไปพักไป ยิ่งที่สูง อากาศยิ่งน้อย
ทำให้การเดินอาจจะเหนื่อยกว่าปกติ
จนเกิดวลีที่พูดกันอยู่บ่อยครั้งคือ
“ค่อยๆ เดิน” ให้เดินรอกัน ความเร็วของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะเราอยู่หลังสุด (ผ่าม!!) ทางค่อนข้างชัน
เหมือนบังคับให้เราเดินแบบหยุดพักไม่ได้
รอหาที่ราบและนั่งพักทีเดียวจะดีกว่า
เดินมาจนถึงจุดที่พอจะมีที่นั่งพักเป็นลานกว้าง พักหายใจ ดื่มน้ำกันก่อน ถามลูกหาบว่าจะมีที่ให้เติมน้ำบ้างมั้ย เขาก็บอกว่ามีข้างหน้า โล่งใจ กลัวน้ำจะไม่พอ ค่อยกินน้ำได้แบบไม่ต้องประหยัดหน่อย
ตรงจุดพักนี่เป็นจุดที่มีทางแยกไปน้ำตกรูปหัวใจได้ เราจะย้อนกลับมาหลังจากขึ้นยอดดอยสามหมื่นลงมา พักเสร็จก็เริ่มเดินทางกันต่อ ทางเดินจะเริ่มยากขึ้น ในบางจุดอาจจะต้องใช้มือช่วยจับ
และที่เหยียบอาจจะเล็กนิดเดียว
บวกกับฟ้าที่ยังมืดอยู่
ต้องระวังกันเป็นพิเศษ เดินไปเรื่อยๆ
ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง เราก็ถามลูกหาบตลอดว่าอีกไกลมั้ย
เราจะไปทันดูพระอาทิตย์ขึ้นมั้ย เขาก็บอกว่าทัน อีกไม่ไกล
เดินขึ้นมาถึงจุดที่เป็นลานกว้างหน่อย
พอจะนั่งพักได้แบบสบาย คิดว่านี่คงใช่จุด 15,000 แล้วแหละ แต่ไม่ใช่
มองลงไปด้านล่างจะเห็นน้ำตกรูปหัวใจอยู่อีก ได้เห็นความยาวของน้ำตกตั้งแต่ต้นสายไปจนถึงด้านล่าง
จากมุมที่เหนือกว่า ส่วนมองไปด้านบนก็คือจุด 15,000 ที่เรากำลังจะไปอยู่เล็กๆ ถามลูกหาบอีกรอบว่าจุดเติมน้ำอยู่อีกไกลมั้ย?
คำตอบที่ได้มาคือ “เลยมาแล้วครับ” (เอ้า!!! แล้วไม่บอกน้อ) ตอนนี้ก็ 6.04 น. แล้ว คิดว่าคงดูแสงแรกไม่ทัน แต่ก็ยังคงต้องไปต่อ นั่งจากตรงนี้ก็พอจะเห็นจุด
15,000 อยู่เป็นสันด้านบนค่อนข้างชัน ลูกหาบบอก 4 นาทีก็ถึงแล้ว ในใจก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก ดูจากระยะทาง แต่คิดว่าคงบวกไม่มาก
เอาวะ!! เริ่มเดินกันต่อ
ซึมซับกันอยู่สักพักก็ตัดสินใจลงกันดีกว่า เริ่มเดินลงตอน 10.30 น. หมอกเริ่มจางลงแล้ว ทำให้รู้สึกได้ถึงไอร้อนจากพระอาทิตย์ ยังไม่ทันจะลงมาถึงจุด 15,000 ก็โดนแดดเปรี้ยงใส่ละ พอออกตัวจากจุด 15,000 คือแดดร้อนเลยแหละ แล้วความสว่างก็ทำให้เห็นทางเดินอย่างชัดเจน บางจุดนี่ตกใจเลยว่า เมื่อเช้าเรามาทางนี้กันเหรอ บางจุดคือต้องนั่งลงก่อนแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงไป เพราะขาก้าวไม่ถึง แล้วเมื่อเช้าเราเดินขึ้นมายังไง? แดดร้อนทำให้เราหิวน้ำมากขึ้น แต่ละคนน่าจะเหลือน้ำแค่ก้นขวดกันแล้ว ความหวังคือเดินกลับไปถึงจุดเติมน้ำที่เราเดินข้ามมา เดินลงมาถึงจุด 10,000 ที่เมื่อเช้านั่งพักได้อย่างสบาย แต่ตอนนี้คงหยุดได้ไม่นาน เพราะแดดร้อนมาก ถามลูกหาบอีกครั้งว่า “จุดเติมน้ำใกล้ถึงหรือยัง” ลูกหาบก็บอกว่าต้องลงไปอีก นิ้วเท้าก็เริ่มพอง เข่าก็เริ่มปวดจากการเดินลงแล้วต้องกระแทกตลอด ในที่สุดก็เดินลงมาถึงจุดที่แยกไปน้ำตกรูปหัวใจได้ คิดว่าจุดเติมน้ำได้คงอยู่ตรงนี้แหละ เพราะเมื่อเช้ามันมืด เราเลยไม่เห็น ถามลูกหาบว่าเราเติมน้ำจากไหนได้บ้าง คำตอบคือ “เลยมาแล้วครับ” (เอ้า!! เอาอีกแล้วนะ) อาจเป็นเพราะเราแค่ถามว่ามีจุดเติมน้ำมั้ย แต่เราไม่ได้บอกเขาว่า ถึงแล้วให้บอกด้วย เขาก็เลยไม่บอกเรา แล้วอยู่ดีดีลูกหาบก็วิ่งหายไปในป่า พักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับน้ำเต็มขวดใหญ่ เพื่อเอามาให้พวกเราเติมกัน (ประเสริฐมากคุณลูกหาบ)
พักจนหายเหนื่อยแล้วก็ลุยกันต่อ เดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงน้ำตกรูปหัวใจแล้ว ด้วยเวลา 13.40 น. หมดแรง ง่วงด้วย น้ำตกสวยนะ สูงมากด้วย แต่ด้วยความเหนื่อยหรือเปล่าไม่รู้ ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่
ทุกคนเริ่มเหนื่อยกันละ
เลยตัดสินใจกลับกันดีกว่า
เหมือนจะอยู่ไม่นาน แต่ก็ใช้เวลาที่น้ำตกไปเกือบ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียวเชียว ออกจากน้ำตกตอน 15.30 น.
เดินกลับถึงเต็นท์ตอน 16.30 ทางเดินก็ยังคงยากตลอดทาง สรุปแล้ววันนี้เรา
ออนทัวร์ ออนทาง ไปประมาณ 12 ชั่วโมง ไม่แปลกใจที่ทุกคนจะเหนื่อยล้า
อยากไปแช่น้ำใจจะขาด เนื้อตัวค่อนข้างเลอะเทอะ หิ้วเสื้อผ้าแล้วไปโดดน้ำกัน อาบน้ำเสร็จเกือบ 6 โมงเย็น
ก็มาทำอาหารกินกันต่อ วันนี้อยากได้น้ำหวานมาก เลยไปจัดโค้กขวดใหญ่มา 1 ขวด ราคา 100 บาท
ถ้าเป็นขวดเล็ก 35 บาท (เห็นราคาแล้วน้ำตาจะไหล
แต่ก็เข้าใจ) ไว้ลงไปข้างล่างจะซื้อกินให้สะใจเลย
หลังจากกินข้าวเสร็จก็ไปล้างจาน
ปรากฏว่าคืนนี้ฝนตก ต้องกางผ้าใบตอนล้างจานกันเลย และแยกย้ายเข้านอนตอน 21.00 น. คืนนี้รอบข้างเงียบสนิท เพราะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม กลับกันไปแล้ว
ฝนตกทำให้ค่ำคืนนี้เย็นสบาย
โชคดีที่ไม่ตกตอนเดินเมื่อกลางวัน...
ตื่นเช้ามาล้างหน้า แปรงฟัน เข้าครัวทำมื้อเช้ากินกัน
เป็นคณะทัวร์ที่ดูมีความชิลล์สุดๆ ในขณะที่เราทำอาหารเช้า
นั่งกินกันแบบมื้อจริงจัง นักท่องเที่ยวคนอื่นก็เดินผ่านเราเพื่อลงจากเขากันแล้ว กินข้าวเสร็จก็ล้างอุปกรณ์
และเก็บข้าวของกัน
กว่าจะได้ฤกษ์เดินลงก็เกือบเที่ยง เรียกว่าเป็นกลุ่มปิดเลยก็น่าจะใช่ ไม่น่ามีใครเหลืออยู่ข้างบนแล้ว
เดินลงมาจนถึงจุดลงทะเบียน 13.40 น. ใช้เวลาไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง รู้สึกดีที่เดินลงมาได้แล้ว แต่ก็เจอเรื่องเซอไพรซ์คือ ขากลับไม่มีรถ ต้องเดินกลับไปที่บ้านเอง ขามาคือเป็นความโชคดีที่มีรถมาทางนี้พอดี เราจึงติดรถเขามาได้ (น้ำตาไหลรอบที่สอง) แต่ทางกลับเราจะไม่ได้เดินบนทางที่เรานั่งรถมา ลูกหาบพาเดินกลับทางธรรมชาติ ซึ่งผ่านท้องนา ผ่านหมู่บ้านของชาวบ้าน เป็นวิวที่ดีอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าถ้าหากเรามากับทัวร์ที่เขาจัด จะได้มาแวะทางนี้กันหรือเปล่า เพราะอันนี้ลูกหาบพาเดินเอง
สุดท้าย ทริปดอยมะม่วงสามหมื่นและน้ำตกเปรโต๊ะลอซูก็สิ้นสุดลงด้วยเช้าของวันที่ต้องไปทำงานต่อ ก่อนเดินทางแทบไม่ได้คิดอะไรเลย เป็นห่วงแค่เรื่องรองเท้าลุยน้ำ เพราะไม่เคยไปทริปที่ต้องย่ำน้ำมาก่อน มันจะไม่สบายหรือเปล่า รองเท้าจะเน่าเหม็นมั้ย
ผ่านทริปนี้ไปเหมือนปลดล็อค จากที่ไม่ชอบย่ำลงน้ำ
หลังจากนี้คือลงอย่างมั่นใจ ยังไงก็ต้องเปียก ยังไงก็เน่า
เรื่องของกินที่จะเพิ่มพลังระหว่างเดินทางก็สำคัญ จำพวกขนมปังหรือแครกเกอร์ พกพาง่ายช่วยเพิ่มพลังให้เราได้ สิ่งที่ประทับใจในทริปนี้ คือความชันของทาง
และการเดินบนสันเขาที่เคยเห็นแต่ในภาพ ไม่เคยมาเจอกับตาตัวเอง ทะเลหมอกที่มองเห็นได้กว้างและสูงมาก
การเดินเท้าที่ยาวนานตลอดเวลา 12 ชั่วโมงภายในวันเดียว อาจจะระบมไปหน่อย
ส่วนสิ่งที่พลาดก็คงจะเป็นตอนที่มาเขียนบันทึกแล้วเปิดภาพดู มีหลายภาพที่เก็บอยู่ในความทรงจำแต่ไม่ได้ลั่นภาพในเมมโมรี่กล้อง ตอนอยู่จุดนั้นมันหมดแรง
มันนึกมุมถ่ายภาพไม่ออกจริง
ก็เลยรู้สึกเสียดาย
วันเที่ยวเราคิดว่าเราถ่ายภาพมาเยอะมาก แต่หลังจากนั้นมาเปิดดู
มีภาพอยู่นิดเดียว
เอ้อและอีกอย่างที่ประทับใจคือลูกหาบ 2 คนชาวกระเหรี่ยง
ดูแลดีเลย หุงข้าวให้เราด้วย ดูแลตลอดการเดินทาง
ติดตรงที่ไม่เตือนให้เติมน้ำเนี่ยแหละ (ฮ่าๆ) ไม่ให้ถ่ายรูปด้วยนะ สำหรับคนที่ชอบลุยและธรรมชาติ
ที่นี่ก็เป็นอีกที่ที่น่าสนใจ เราจะได้เห็นน้ำตกสายยาวจากด้านบน ไปจนถึงด้านล่างเลย
ได้เดินผ่านเมฆหมอก เดินบนสันเขาที่เดินสวนกันก็ลำบากเพราะทางมันแคบ
มีวิวสวยให้ถ่ายภาพเพียบ ออกกำลังกายให้พร้อม แพ็คกระเป๋าให้ดี... ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ... Diary76
“ค่อยๆ เดิน”
“ขาไม่ยาว ก้าวไม่ได้”
ค่าใช้จ่าย
ค่าทัวร์บ้านเพื่อน - 2,200 บาท
มื้อดึกวันแรก - 60 บาท
เซเว่นก่อนขึ้น - 15 บาท
มื้อเช้า
ร้านกาแฟอาโม-อาปา - 50 บาท
มื้อเย็น ร้านกาแฟอาโม-อาปา - 50 บาท
เซเว่นก่อนกลับ - 39 บาท
กาแฟตอนขับรถกลับ - 15 บาท
รถสองแถว
อุทยานประวัติศาสตร์ - บขส - 30 บาท
รวม = 2,459 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ
ลูกหาบ
คนละ 2,000 (รวม 3 วัน) - 4,000 บาท
*** ราคาอยู่ที่ดีลกันเองเลยนะ คิดว่าแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน




















































