Diary 02 อุทยานแห่งชาติรามคำแหง
(เขาหลวงสุโขทัย)
ทิ้งทวนลมหวนในปลายปี กับไดอารี่หน้าที่สอง รอบนี้เราจะไปหาความท้าทายนิดหน่อย
สถานที่ที่เพื่อนหลายคนบอกว่าทางขึ้นยากเอาเรื่อง ยังไม่ถึงกับต้องสะเทิ้นน้ำ
แค่สะเทิ้นบกก็พอ ภาพหน้าผา โขดหินที่น่าหลงใหลชวนให้ใจอยากไปให้ได้
สถานที่นั้นก็คือ “อุทยานแห่งชาติรามคำแหง เขาหลวงสุโขทัย”
เที่ยวง่ายๆ สไตล์ธรรมชาติ ก็ต้องเป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศไทยเนี่ยแหละ
ข้อมูลอื่นใดเราไม่มี แค่เก็บแรงเตรียมร่างกายให้พร้อม ถ้าพร้อมแล้วก็จับกระเป๋าให้แน่นและไปลุยกัน...
“พักเป็นช่วงๆ
ที่เขาหลวงสุโขทัย”
การเดินทาง เดินทางโดยรถทัวร์ โดยขึ้นจากสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 (จตุจักร) จุดหมายปลายทางอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.สุโขทัย ระยะทางกว่า 420 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง
ช่วงเวลา 22 – 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
ทำไมถึงเป็นที่นี่? คำตอบก็ไม่รู้สินะ
โจทย์คือหาที่ที่ไม่ไกลมาก
คนไม่มีรถส่วนตัวสามารถเดินทางได้ บวกกับได้ยินเพื่อนหลายคนพูดถึง มันก็น่าไปอยู่นะ อยากไปให้รู้ว่าเราจะไหวหรือเปล่า รอแก่เดี๋ยวกระดูกจะไม่ไหวเอา ส่วนเรื่องการเดินทาง เราก็โทรจองรถทัวร์กับ “สุโขทัยวินทัวร์”
จองแบบจ่ายเงินหน้าตู้พร้อมรับตั๋วในวันเดินทาง ส่วนขากลับก็จองเอาไว้ก่อนเลย จะเปลี่ยนแผนก็ได้
เราแค่โทรไปยกเลิกก่อนวันเดินทางได้...
ถึงวันเดินทาง ทุกคนก็มารวมตัวกันก่อนขึ้นรถ
รับตั๋วหน้าตู้และนั่งรอ รอ รอ เวลา..
นั่งคุยกันอยู่ในอาคารขนส่งอยู่ดีดี ก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
3-4 คน เดินมาล้อมผู้หญิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไป สงสัยกันใหญ่ว่ามีเรื่องอะไรกัน พอผู้หญิงเปิดกระเป๋าของตัวเองให้เจ้าหน้าที่ดู ผมนี่ถึงกับอึ้ง!!
(พาดหัวข่าวแรงไว้ก่อน) ข้างในกระเป๋ามีมีดเต็มไปหมดเลยร่วมสิบๆ
เล่มได้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรนะ เจ้าหน้าที่ก็คงซักถามและมีการเตือนอะไรไปด้วย
ถึงเวลารถออก 22.30 น. รถก็ออกตรงเวลานะ ภายในรถมีช่องเสียบ USB ให้ชาร์จได้ ที่นั่งก็ไม่คับแคบ
ระหว่างทางมีจอดแวะหนึ่งครั้งให้ลงไปกินข้าวต้มมื้อดึกด้วยอะ และก็หลับจนถึงสุโขทัย..
----------------------------------------------------------------------------
DAY 1

ถึงสถานีขนส่งสุโขทัยประมาณ 04.30 น. คนไม่เยอะจริงๆ
อย่างที่คิดเอาไว้เลย เพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล
ตอนเช้ามีรถรับจ้างอยู่ 2-3 คันมาคอยรับลูกค้าที่ต้องการรถเหมา ส่วนเราติดต่อล่วงหน้าไว้แล้ว ลุงแกก็มารอรับเลยนะ แต่ก่อนจะตรงไปที่อุทยานฯ
ขอให้เขาแวะไปที่ตลาดก่อน เดินขึ้นเขามันจะต้องมีเสบียงไง ต้องตุนกันเอาไว้ ตลาดมีขายพวกข้าวเหนียว ไก่ทอด ไก่ย่าง หมูทอด บอกก่อนว่าข้าวเหนียวที่นี่อร่อยมาก
นึ่งมากำลังร้อนเลยช่วงเช้า ส่วนของสดก็มีเผื่อคนที่ต้องการนำขึ้นไปประกอบอาหารข้างบนค่ายพักก็ได้ แต่พวกเรามันกลุ่มชายฉกรรจ์ไม่สันทัดเรื่องทำอาหารก็ขอซื้อเป็นข้าวเหนียวไก่ทอดไปละกัน ระหว่างทางผ่านมี 7/11 นะ ใครขาดเหลืออะไรก็แวะได้
พอไปถึงอุทยานฯ ก็จ่ายค่ารถ 700 บาท ลุงแกก็ขายเก่งงงง!! จะให้เราดีลขากลับไว้ด้วยเลย พร้อมจ่ายมัดจำ 200
บาทก่อน
เขาก็บอกถ้าไม่จองไว้ก่อน พรุ่งนี้ลุงไม่ว่าง จะไม่มีรถกลับนะ
จองดิรออะไร ตกเป็นเหยื่อการตลาดโดยสมบูรณ์
ถึงทางเข้าอุทยานฯ เราก็ต้องรอที่ทำการอุทยานฯ เปิดนะครับ เวลาทางการก็ 8.00 น.
เพราะเราจะต้องไปชำระค่าเข้า และเช่าอุปกรณ์การนอนกันที่นั่น ระหว่างรอเราก็ได้คุยกับพี่เจ้าหน้าที่ พี่เขาก็ถามว่ามาจากไหน เดินทางมายังไง เขาบอกว่าเราสามารถใช้บริการรถรับส่งจากสถานีขนส่งสุโขทัยมาที่อุทยานฯ
ได้นะ ราคา 600 บาท!!
ห๊ะ!! แค่ 600 บาท ในใจนี่หน้าลุงขับรถลอยขึ้นมาเลย เอาเป็นแจ้งให้ทราบเลยว่า
นักท่องเที่ยวสามารถโทรเหมารถรับจ้างจากสถานีขนส่งสุโขทัยมาที่อุทยานฯ ได้นะ ราคา 600 บาท หาเพื่อนได้เยอะก็หารกันถูกหน่อย
พอถึงเวลา ทุกคนก็ไปยืนต่อแถว ทั้งชำระค่าเข้าอุทยานฯ
และเขียนใบเช่าอุปกรณ์ ที่นี่จะให้เขียนใบว่าเราต้องการเช่าอุปกรณ์อะไรบ้าง
จำนวนกี่ชิ้น ชำระเงินด้านล่าง
แล้วนำใบไปเบิกอุปกรณ์ที่จุดพักแรมด้านบน
และก็จะมีค่ามัดจำขยะพร้อมให้ถุงดำเรามาใบนึง
เอาไว้ใส่ขยะที่เราใช้และหิ้วลงมาในวันที่ลงด้วย เพื่อมารับเงินมัดจำคืน สุดท้ายอย่าลืมปั๊มสมุดพาสปอร์ทด้วยนะ
ถัดจากที่ทำการอุทยานฯ เข้าไปจะมีร้านค้าสวัสดิการ นักท่องเที่ยวสามารถไปรับประทานอาหารตามสั่ง
หรือจะซื้อวัตถุดิบ อาหารแห้ง น้ำ ขึ้นไปกินได้ด้วยนะ
ต่อไปก็ถึงช่วงจองลูกหาบกัน
พี่ๆ ลูกหาบจะมากันหลายคนเลย
ใครที่ต้องการใช้บริการก็ให้นำสัมภาระมาวงกองรวมกันเพื่อชั่งน้ำหนัก ค่าจ้างก็กิโลกรัมละ 25-30 บาทเนี่ยแหละ
จำราคาไม่ได้
ลูกหาบแต่ละคนจะคำนวณเอาเองว่าตัวเขาไหวเท่าไหร่ ที่สำคัญคือจำหน้าพี่เขาเอาไว้ดีดีนะ
เพราะเราต้องไปเจอเขาด้านบนและจ่ายค่าลูกหาบด้านบน ไม่มีการเดินรอกันแน่นอน
เริ่มเดินทาง!! ประมาณ 8.30 น.
ประตูทางเข้าก็จะประมาณนี้
ยังไม่ได้ทันได้เตรียมตัวใดๆ ทางก็เริ่มยาก เข้าไปได้แค่ 600 เมตรก็ต้องขอนั่งพักรอบแรก แค่นี้น้ำดื่มที่เตรียมมาก็หมดไปครึ่งขวดละ แต่ไม่ต้องห่วง
ตลอดทางจะมีจุดเติมน้ำธรรมชาติที่ทางอุทยานฯ
จัดเก็บใส่ถังเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กดกัน
หากไม่รังเกียจก็ลองดูได้
เดินมาถึง มออีหก ก็เป็นจุดที่พวกเราพักกันอีกรอบ ถึงเวลาต้องเอาเสบียงออกมากินกันหน่อยละ
นั่งกินสักพักก็เจอพี่ลูกหาบของเราเดินแบกกระเป๋านำเราไป บอกพี่เจอกันข้างบนเลย เดินต่อไปอีก 200 เมตรก็จะเจอกับอีกหนึ่งจุดพักคือ
จุดชมวิว นั่งพักอีกแปปหนึ่ง ทริปนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพเลย แค่เดินอย่างเดียวก็เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรละ
ในหัวคิดวนหลายรอบมากว่าทำไมไม่ฝากกล้องกับพี่ลูกหาบไปนะ เดินลึกเข้าไป ยิ่งระยะทางเริ่มมาก ผู้คนก็เริ่มเบาบาง ใครเดินเร็วก็นำไปข้างหน้า
ใครเดินช้าก็อยู่ห่างออกไปข้างหลัง
เดินไปเรื่อยๆ เหมือนมีอยู่กันแค่พวกเรา
ไม่รู้ว่าเดินนำ หรือโดนทิ้ง
ต้นไทรงาม
กิโลเมตรที่ 3 อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงค่ายพักแรม
ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงค่ายพักแรม
ตอน 11 โมงกว่าๆ
ใช้เวลาไม่นานอย่างที่คิดนี่หว่า
หรือเรารีบเดินกันมากเกินไป? แต่ถือเป็นเรื่องที่ดี
เพราะการเดินทางในวันนี้ยังไม่จบแค่ค่ายพักแรม มีอีก 3 ยอดเขารอเราอยู่ ขึ้นมาถึงก็รีบไปหาพี่ลูกหาบก่อนเลย
พี่แกชิ่งหนีไปกลางทางแล้วหรือเปล่านะ
(หยอกๆ)
พี่ลูกหาบแกก็จะมานั่งรอที่ร้านค้าสวัสดิการด้านบน รอนักท่องเที่ยวเดินต๊อกๆ ตามขึ้นมา เมื่อเราชำระค่าบริการเรียบร้อย ก็ติดต่อรอบขาลงของพรุ่งนี้เอาไว้ด้วยเลย ดูทรงแล้วไม่น่าแบกกันเองหมดไหว หลังจากนั้นก็เอาใบเช่าอุปกรณ์ให้พี่เจ้าหน้าที่เพื่อรับอุปกรณ์นอน
และไปหาที่ชอบๆ ในการลงหลักปักฐานกัน
หลังจากกางเต็นท์เรียบร้อย
ทุกคนก็แยกย้ายไปอาบน้ำก่อนจะมากินข้าวเที่ยงกัน
สำหรับร้านค้าสวัสดิการที่ด้านบนมีของยังชีพขายอยู่นะ เช่น
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำเปล่า ขนมขบเคี้ยว หรือใครต้องการปรุงอาหาร ทางอุทยานฯ ก็มีเตาให้เช่า มีขายน้ำมันสำหรับทำอาหาร เครื่องปรุงรสต่างๆ
ก็มีนะ แต่เนื้อสดอาจจะต้องหามาเอง ส่วนเรื่องราคาก็สมเหตุสมผลนะ บวกค่าแบกของขึ้นมาจากข้างล่างหน่อย
มื้อเที่ยงวันนี้ก็กินของที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อเช้า หลังจากกินเสร็จก็ยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย ให้ได้พักผ่อนเอาแรงก่อนจะลุยกันต่อ นอนสิครับรออะไร...
พักผ่อนได้ที่ละ เริ่มออกเดินทางกันตอน 14.30 น.
ทางเดินชมเขามันจะเป็นเส้นเหมือนวงกลมที่เชื่อมจุดค่ายพักแรม 2 ฝั่ง โดยจุดชมพระอาทิตย์ตกคือ
ยอดเขาพระแม่ย่า เราจึงวางแผนไป
ยอดเขาเจดีย์เป็นอันดับแรก ตามด้วยยอดเขาภูกา และไปปิดท้ายที่ยอดเขาพระแม่ย่า
ก่อนจะกลับมาที่ค่ายพักแรมอีกฝั่ง
**
ที่จริงสามารถดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาภูกาก็ได้
แต่เนื่องจากหลังพระอาทิตย์ตก ทางเดินจะมืด ยอดเขาพระแม่ย่าจะอยู่ใกล้กับที่พักมากกว่า หากไปดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาภูกา ระยะทางจะไกลมาก ทำให้อาจเกิดอันตรายได้ ไม่ค่อยแนะนำ
ออกเดินทางมาที่ยอดเขาเจดีย์ก็จะมองออกไปเห็นอีกสองยอดเขา และก็จะเห็นจุดค่ายพักแรมของเราด้วย เดินต่อก็จะเจอทางแยก...
ลังเลมั้ยละ ยอดเขาภูกาอีก 1,000 เมตร แต่ ยอดเขาพระแม่ย่าแค่ 240 เมตรเองนะ แล้วถ้าไปกลับก็ 2,000 เมตรเลย เมื่อเช้าเพิ่งจะเดินขึ้นกันมา 3 กิโลเมตรกว่าๆ .... ถ้าไม่ไปมันก็จะไม่รู้ไงว่าเป็นยังไง เวลายังพอมีเหลือก่อนพระอาทิตย์ตก รีบจ้ำกันไป
ยิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่
คนก็ดูน้อยลงทุกที
ตอนอยู่ที่ค่ายพักแรม
นักท่องเที่ยวก็ดูเยอะนะ
ทำไมทางที่เราเดินมาถึงไม่มีคนเลย
เริ่มลังเลกัน
ทางเดินก็ดูจะไม่เหมือนทางไปต่อเสียเท่าไหร่ เวลาก็จวนเจียนแล้วไง ข้างหน้าอีกไกลขนาดไหนก็ไม่รู้ .............. แต่เอาหน่อยเว่ย!! มาถึงขนาดนี้ละ จะอีกไกลสักแค่ไหนกันเชียว ซึ่งจุดที่ลังเลกัน
เดินขึ้นมาอีกนิดเดียวก็ถึงยอดภูกาละ
ถ้าถอดใจตอนนั้นแล้วเดินกลับคงเสียดายแย่
เหยย...มันสวยจริง รอบๆ ตัวเราเกือบจะ 360 องศาคือจะเห็นเป็นป่าด้านล่างกว้างและสูงมาก มีโขดหินให้ขึ้นไปนั่งหล่อๆอยู่ ตอนอยู่ข้างล่างก็ไม่รู้สึกอะไรนะ
แต่พอจะให้ขึ้นไปยืนบนโขดหินที่สูงขึ้นจากเดิมไม่ถึงเมตร มันหวั่นใช้ได้เลย ขึ้นไปยืนแล้วไม่กล้าขยับเยอะอะ หินที่พวกเราไปนั่งไม่ได้เสี่ยงอันตรายใดๆ
เพราะมีพื้นที่รอบๆกว้างมาก
แต่จะมีอีกจุดนึงที่ดูจะอันตราย
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบไปถ่ายรูปกัน
เราขอแค่นี้ก็คงพอ ความสวยถือว่าคุ้มค่าที่เดินมา
แต่แดดแรงไปหน่อย เลยอยู่ได้ไม่นาน รีบไปยอดเขาพระแม่ย่าต่อ กลับละจ้า!!
เดินมาถึงยอดเขาพระแม่ย่าก็เจอผู้คนเยอะหน่อย เหมือนทุกคนน่าจะมารอดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ ค่อยอุ่นใจที่ไม่ได้มาผิดที่ผิดทางแน่นอน
มาถึงก็จับจองบริเวณที่จะนั่งดูแสงสุดท้ายของวันนี้กัน จากการหาข้อมูลมา วันนี้พระอาทิตย์จะตกเวลา 17.30 น. พอถึงเวลาพระอาทิตย์ก็เริ่มเคลื่อนตัวลง
ทุกคนเฝ้ารอคอยเพื่อดูพระอาทิตย์ตกที่ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว
หลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ทุกคนก็เริ่มทยอยเดินกลับที่พักกัน พอสิ้นแสงอาทิตย์ ความเย็นก็เข้าปกคลุมทันที ดีที่ระยะทางไม่ค่อยไกลมาก ทำให้เราเดินกลับถึงเต็นท์ก่อนที่ฟ้าจะมืดสนิท พอถึงเต็นท์ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ และมากินมื้อเย็นกัน
อากาศเย็นๆ แบบนี้
พวกเราเลยไปจัดมาม่าจากร้านค้าอุทยานฯ คนละถ้วย บวกกับน้ำอัดลมคนละกระป๋องให้ชื่นใจ หลังจากกินเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย
ที่นี่มองไม่ค่อยเห็นดาวสักเท่าไหร่ เพราะแสงไฟจากแคมป์ค่อนข้างเยอะ
อีกอย่างที่จะบอกคือที่นี่สัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยมีนะ ก็อยู่กับธรรมชาติแหละ ถึงเวลาต้องไปนอนซะที
โดยพรุ่งนี้หวังว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดเขานารายณ์ด้วยกัน ว่าแล้วก็แยกย้ายเข้านอน.... กู๊ดไนท์ทุกคน
เจอกันพรุ่งนี้
----------------------------------------------------------------------------
DAY 2
ตื่นมาตอนเช้า ออกมานอกเต็นท์
เจอลมหนาวเข้าไป
เหมือนจะทนไม่ไหวจนต้องกลับไปนอนต่อ....
เป็นความเสียดายสุดที่ไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เลยไม่ได้ภาพพระอาทิตย์ขึ้นกลับมาฝาก ตื่นจริงจังอีกทีก็ 8.00 น. นู่นเลย
พระอาทิตย์ขึ้นสูงแล้ว เลยไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน
ก็มานั่งคุยกันก่อนว่าวันนี้เราจะมีแพลนอย่างไรกัน ทางแรกคือกลับกรุงเทพฯเลย โดยขึ้นรถรอบบ่าย
ถึงกรุงเทพฯ ก็ประมาณค่ำๆ
กับทางเลือกที่สองก็คือไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยก่อน แล้วค่อยกลับกรุงเทพฯ
ด้วยรถรอบ 22.00 น. เหมือนขามา คิด คิด คิด...ไม่ได้มีโอกาสมาบ่อยอะ มาครั้งนึงก็ไปให้ไกลหน่อยละกัน กว่าจะวางแผนออกมาเที่ยวกันได้ เลยตกลงกันว่าจะไปลุยต่อ เราจึงเก็บข้าวของ เก็บเต็นท์
นำอุปกรณ์ที่เช่าไปคืนเจ้าหน้าที่
และที่ขาดไม่ได้คืออย่าลืมเก็บขยะใส่ในถุงดำที่เจ้าหน้าที่ให้มาด้วย นำไปช่างน้ำหนักกับเจ้าหน้าที่
แล้วพี่เขาจะเซ็นใบรับรองให้
และเราก็นำลงไปทิ้งข้างล่าง
ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้เงินประกันค่าขยะคืน
เมื่อนำขยะไปช่างน้ำหนักเรียบร้อย
ตรงจุดนั้นก็จะมีพี่ๆ ลูกหาบมารอรับสัมภาระของนักท่องเที่ยวลง เราก็ติดต่อกับพี่คนเดิม ตกลงกันได้แล้วก็แยกย้าย ลงไปเจอกันอีกทีข้างล่าง เริ่มเดินทางกันได้เลย ขาลงคงจะง่ายๆแหละ แต่ต้องคิดใหม่เลย เพราะอาการล้าจากเมื่อวาน ทำให้การลงเขาในวันนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
บวกกับเวลาลงเราต้องลงน้ำหนักมากกว่าขาขึ้น ทำให้ต้องเกร็งตลอดทาง อาจจะไม่ต้องต้านแรงโน้มถ่วงเท่าตอนขาขึ้น
แต่ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจเกินไป ก็กลิ้งลงเขาได้เหมือนกันนะ
เดินมาถึงด้านล่างก็ 11 โมงกว่าได้ พี่ลูกหาบก็มานั่งรอเหมือนเดิม เราก็ไปรับของ
และนำขยะไปขอรับค่ามัดจำคืนที่สำนักงานอุทยานฯ
หลังจากนั้นเราก็แวะไปนั่งพักกันที่ร้านค้าสวัสดิการ ที่นี่มีอาหารตามสั่งขายด้วยนะ น้ำเปล่า
น้ำอัดลมก็มีในราคาปกติ
ส่วนห้องน้ำก็จะอยู่แถวลานจอดรถ
มีห้องอาบน้ำให้เราไปอาบน้ำได้หลังจากเดินลงเขามา เมื่อเราอาบน้ำกันเสร็จก็ติดต่อลุงคนเมื่อวานให้มารับเรา ไอระหว่างที่รอเนี่ยแหละ เราก็เจอนักท่องเที่ยวคนอื่นเข้ามาถามว่า สนใจจะไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยหรือเปล่า พวกเขาหาคนแชร์ค่ารถไปด้วยกัน
ติดที่เราดีลกับลุงคนขับไปที่สถานีขนส่งละไง ถ้าใครที่แวะมาเที่ยว จะมีแพลนคนแปลกหน้าแบบนี้อยู่นะ หารค่ารถแชร์กับเขาได้ อันนี้แนะนำๆ
พอถึงสถานีขนส่งสุโขทัย เราก็ไปติดต่อกับที่ขายตั๋วเอาไว้เลยว่ารอบเดิม
รอบ 22.00 น. แต่เดี๋ยวเราจะไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยก่อน ที่นี่จะมีรถประจำทางที่เราสามารถไปลงที่หน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้ ว่าแล้วก็ไปกันเลย รถแบบหวานเย็นมาก เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่ง
นี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการเที่ยวแบบรถสาธารณะ ได้พูดคุยกับผู้คนที่เจอระหว่างทาง ชาวต่างชาติคนนั้นอายุ 20 ต้นๆ เอง
แต่มาเที่ยวต่างประเทศแบบ 2-3 อาทิตย์
แล้วก็ไม่ได้ไปแค่ประเทศเดียวด้วย
ลงรถที่หน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เราก็ต้องหาร้านเช่าจักรยานกัน ถ้าเดินท่ามกลางแดดร้อนๆ แบบนี้ น่าจะแห้งอยู่ที่นี่ เช่าจักรยานเราสามารถใช้ได้ทั้งวัน เป็นราคาเหมาจ่าย เมื่อได้จักรยานมาแล้ว เราก็ไปหามื้อเที่ยงกินกันก่อน เพราะตั้งแต่เช้าก็ยังไม่ได้กินอะไรกันเลย มาถึงสุโขทัยแล้วทำไมเราจะไม่กิน “ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย” ละ?
ท้องอิ่มแล้วก็เข้าอุทยานฯ
กันเลย ที่นี่ค่อนข้างกว้างมาก แต่คนไม่ค่อยเยอะ อาจจะเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาล ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เหมือนไปเมืองโบราณนั่นแหละ ดูโบราณสถานในสมัยก่อน มีหลายจุดเลยเป็นวัดเก่า แต่จะมีอีก 3 โซนที่อยู่รอบๆ
ตัวอุทยานฯ ซึ่งจะต้องเสียค่าเข้าเพิ่ม
เพราะเป็นคนละส่วนกัน
เราจึงไม่ได้ไป
ปั่นจักรยานวนไปเจอกับร้านนวดแผนไทยด้วย ปวดเมื่อยจ้า จัดไปชั่วโมงนึง และที่ด้านหลังอุทยานฯ ที่เป็นลานจอดรถ จะมีโซนร้านอาหารและจุดขายของฝาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแปปเดียวก็เย็นเสียแล้ว ก็ไปหาข้าวเย็นกินกันก่อนที่จะเดินทางกลับ เป็นร้านอาหารตามสั่งแถวๆ ด้านหน้าอุทยานฯ
กินเสร็จก็เอาจักรยานไปคืนและขึ้นรถประจำทางกลับไปที่สถานีขนส่งสุโขทัยเหมือนเดิม ขากลับก็เจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 2 คนที่มาเที่ยวประเทศไทย แนวทางคล้ายๆ กับคนที่เจอขามา คืออายุ 20 ต้นๆ
แต่เก็บเงินและเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ 2 อาทิตย์ เลยย้อนนึกกลับไป
ตัวเองในตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องเที่ยวเลย
แค่เรียนให้จบก็พอแล้วอะ
กลับมาถึงที่สถานีขนส่งสุโขทัยก็ไปรับตั๋วที่จองเอาไว้ เหลือแต่นั่งรอเวลารถมา ระหว่างรอก็เจอลุงที่ขับรถรับส่งเราคอยรอรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเลยนะ พอรถทัวร์ของเรามาก็กลับกรุงเทพฯอย่างปลอดภัย
รุ่งเช้าไปทำงานต่อ เป็นอันจบทริป... “พักเป็นช่วงๆ ที่เขาหลวงสุโขทัย”
ทริปนี้นับว่าผ่านไปได้อย่างราบรื่น
ก่อนเที่ยวกังวลหลายอย่าง “จะเดินไหวมั้ย?” “ไปแล้วจะมีของกินหรือเปล่า?” “ของที่เตรียมไปพร้อมหรือยัง?” สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านด้วยดี
มีก็แต่ที่ไม่ได้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนั่นแหละที่พลาด ประทับใจและตื่นเต้นกับทางขึ้นเขาที่ยาก แต่เราก็ไปพิชิตมาได้ นี่สินะ ที่สุภาษิตว่าไว้ “ความลาดชันพิสูจน์ขา
กาเวลาพิสูจน์คน” (เอ๊ะ ใช่เหรอ!?) กับอีกอย่างคือทิวทัศน์บนยอดเขาภูกา
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิวแบบนั้น
บรรยากาศสวยๆ ที่ไม่ต้องไปไกล เพราะที่ไทยเราก็มี แถมราคาแค่แงะกระปุกเท่านั้น แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล
ถ้ารักการท่องเที่ยวสายธรรมชาติแล้วจะรออะไร... ออกไปเที่ยวและจดบันทึกความทรงจำลงในสมุดบันทึกสิ...
Diary76
ค่าใช้จ่าย
รถทัวร์ขาไป - 395 บาท
รถทัวร์ขากลับ - 395 บาท
ค่ารถกระบะ
บขส. - อุทยานแห่งชาติ - 175 บาท
(700 / 4)
ค่าอาหารมื้อเช้า - กลางวัน - 100 บาท โดยประมาณ
ค่าเข้าอุทยาน - 40 บาท
ค่าอุปกรณ์
(เต็นท์
, เบาะรองนอน , ถุงนอน) - 92.5 บาท (370 / 4)
ลูกหาบขึ้น - 137.5 บาท (550 / 4)
มื้อเย็น
+ น้ำดื่ม - 70 บาท
ลูกหาบลง - 116.25 บาท (465
/ 4)
ค่ารถกระบะ
อุทยานแห่งชาติ - บขส. - 175 บาท
(700 / 4)
รถสองแถว
บขส. - อุทยานประวัติศาสตร์ - 30 บาท
มื้อเที่ยง - 30 บาท
เช่าจักรยาน - 30 บาท
ค่าเข้าอุทยานประวัติศาสตร์
+ จักรยาน - 30 บาท
มื้อเย็น - 73.33 บาท (220 / 3)
รถสองแถว
อุทยานประวัติศาสตร์ - บขส - 30 บาท
รวม = 1,919.58 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรทราบ
อัตราค่าเข้าบริการอุทยาน
- ผู้ใหญ่ 20 บาท
- เด็ก
/ นักศึกษา 10 บาท
- รถยนต์
4 ล้อ 30 บาท
- รถยนต์
6 ล้อ 100 บาท
- รถจักรยานยนต์ 20 บาท
- ค่าสถานที่กางเต็นท์
/ คน 30 บาท
ค่าเช่าอุปกรณ์
- แผ่นรองนอน 20 บาท
- ถุงนอน 30 บาท
- เสื่อ 20 บาท
- ผ้าห่มหนา 30 บาท
- เต็นท์
(สำหรับ 2 คน) 150 บาท
- เต็นท์ (สำหรับ 3 คน) 225 บาท
- เต็นท์ (สำหรับ 6 คน) 600 บาท
ค่ามัดจำขยะ (ได้คืนตอนกลับ) 200 บาท
*** ราคารถเหมาอาจจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้โดยสาร
ทั้งนี้ลองเจรจากับผู้รับจ้าง
*** รถเหมาของอุทยานฯ
ราคา 600 บาท
























